ง โทรศัพท์มือถือของเฉินชางมีคนส่งข้อความส่วนตัวกันมาอย่างต่อเนื่อง ข้อความต่างๆ นานาทยอยส่งกันเข้ามาหาเฉินชาง ส่วนใหญ่ก็นเป็นข้อความประมาณว่า ช่วยใช้เส้นสายให้หน่อยได้หรือเปล่า ช่วยฝากหัวหน้าแผนกฉุกเฉินให้ได้หรือเปล่า มีข้อมูลวงในหรือเปล่า อะไรทำนองนี้
เฉินชางไม่ได้ตอบข้อความกลับไป เขาคิดตรึกตรองดูแล้วมองว่าไม่เหมาะสม จึงตอบข้อความกลับไปว่า [อยากช่วยนะ แต่มันเกินความสามารถที่จะช่วยได้]
คนที่เข้าใจเฉินชางจริงๆ ก็ส่งอิโมจิหน้ายิ้มกลับมาเพื่อแสดงให้รู้ว่าเข้าใจ ส่วนคนที่ไม่เข้าใจก็ส่งมีม ‘เหอๆ’ ตอบกลับมา
เฉินชางหัวเราะด้วยความจนปัญญา ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอธิบายเหตุผลให้คนที่ไม่เข้าใจเหล่านั้นฟัง
เพราะถึงอย่างไรคุณก็ไม่มีทางหาวิธีอธิบายให้คนประเภทนี้เข้าใจได้
อธิบายไปแล้วได้อะไร
คนที่โอบกอดสภาพจิตใจเช่นนี้ คิดถึงแต่ตัวพวกเขาเองทั้งนั้น คนพวกนี้ไม่ตรึกตรองสักนิดว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ ไม่ตรึกตรองสักนิดว่าจะส่งผลกระทบอะไรต่อตัวคุณหรือเปล่า
คบคนประเภทนี้เป็นเพื่อน?
ไม่มีความจำเป็น
ทว่าไม่นานเรื่องที่เฉินชางจบวุฒิปริญญาตรีและได้เข้าทำงานในโรงพยาบาลอันดับสองในสถานะบุคลากรในสังกัดก็กลายเป็นหัวข้อให้ถกกัน
บางคนก็กล่าวอย่างมีเจตนาแฝง แสร้งทำทีเป็นเปิดประเด็นว่า ‘เดี๋ยวนี้เฉินชางกลายเป็นคนเก่งไปแล้ว โรงพยาบาลส่งให้เขาเรียนปริญญาโท มองไม่เห็นเพื่อนเก่าอย่างพวกเราอยู่ในสายตาแล้ว’