ู่โรงเรียนเดียวกัน ในเวลาต่อมา ทั้งสองต่างก็เริ่มพูดคุยภาษาเดียวกัน
บวกกับเฉินหลัวมีนิสัยเข้ากับคนง่าย ก็เลยพูดคุยกับฟู่อวี้ฟางได้อย่างคึกคักสนุกสนาน
ยิ่งเฉินหลัวเล่าถึงประสบการณ์ทำงานเป็นนักแสดงสมทบ ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศตลอดการเดินทางสนุกครึกครื้น
ขณะที่เฉินชางมองทั้งสองคนพูดคุยกัน จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีฟู่อวี้ฟางอยู่โรงเรียนเดียวกันกับเฉินหลัวเช่นนี้ อาจทำให้ชีวิตในรั้วโรงเรียนของเฉินหลัวราบรื่นขึ้นหน่อย
แต่…
เมื่อเฉินชางเห็นนัยน์ตาที่ดูหยาดเยิ้มคู่นั้นของฟู่อวี้ฟาง จู่ๆ เขาเกิดเป็นห่วงขึ้นมา…
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จู่ๆ เฉินชางถึงนึกเผิงอวี๋เยี่ยนกับสวี่ฉิงในภาพยนตร์เรื่อง ‘เสียปู้หย่าเจิ้ง’[2] ขึ้นมา…
เมื่อคิดถึงบางฉากบางตอนของภาพยนตร์เรื่องนี้ เฉินชางก็ถึงกับตกอกตกใจขึ้นมาทันใด
เฉินหลัวเพิ่งจะอายุแค่สิบเก้าเท่านั้นเอง คุณจะทำตัวเป็นโคแก่กินหญ้าอ่อนไม่ได้นะ
ทันใดนั้นเฉินชางก็รู้สึกว่าตนเลือกหนทางผิดไป นี่ตนกำลังส่งเฉินหลัวให้เดินไปสู่หนทางแห่งหายนะใช่มั้ย
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าเขากับน้องชายไม่ควรนั่งรถของคนคนนี้
ไม่ได้…
ตนจะต้องรีบแนะนำผู้หญิงให้เฉินหลัวเร็วหน่อย ไม่เช่นนั้นอยู่ใกล้สาวใหญ่แซ่ฟู่คนนี้นานเกินไปต้องอันตรายมากแน่
…
เฉินชางมองหน้าของฟู่อวี้ฟางแล้วก็ค่อนข้างรู้สึกเสียใจในภายหลัง ตนไม่ควรศัลยกรรมให้เธอดูสวยขนาดนั้น ตอนนี้สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตนเพิ่มระดั