รขึ้น?”
ตอนนี้เฉินชางจึงค่อยพูดขึ้นว่า “ผมไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นเลยนะครับ ตอนที่ผมผ่าตัด จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่า ในเมื่อการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องทำให้อาการบาดเจ็บลดลงได้ ถ้าอย่างนั้นจะเปลี่ยนให้บาดแผลและอาการบาดเจ็บลดน้อยลงอีกโดยเปลี่ยนการผ่าแผลและการเย็บแผลได้หรือเปล่า? ตอนนั้นผมก็เลยลองดู ปรากฏว่าได้จริงๆ ด้วย!”
สือน่าเป็นคนแรกที่เห็น เธอพูดด้วยรอยยิ้มว่า “จะว่าไปฉันก็เป็นคนแรกที่เห็นนะคะ ตอนนั้นฉันคิดว่าเสี่ยวเฉินคิดวิธีไร้สาระ ไม่นึกว่าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแค่นี้ก็ทำให้ได้ผลดีขนาดนี้แล้ว”
เมื่อเธอกล่าวออกมาเช่นนี้ หลี่เป่าซานก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ “จริงหรือครับ? งั้นผมไปดูผู้ป่วยหน่อยนะครับ?”
หลี่เป่าซานกำลังจะลุกขึ้น ฉินเยว่จึงรีบพูดขึ้นว่า “หัวหน้าแผนกคะ ไม่ต้องลำบากหรอก ฉันมีรูปภาพและข้อมูลอย่างละเอียดอยู่ค่ะ”
เมื่อพูดจบฉินเยว่ก็เสียบแฟลชไดร์ฟไปที่คอมพิวเตอร์แล้วฉายขึ้นจอโปรเจคเตอร์
ฉินเยว่ฉายภาพไปพลางพูดไปพลาง “ตอนนั้นพอคิดจะวิจัยกันแล้วฉันก็เริ่มรวบรวมข้อมูลเลย ความจริงมันก็คือการเปรียบเทียบบาดแผลแบบใหม่ที่เฉินชางปรับปรุงให้ดีขึ้น กับบาดแผลจากการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องแบบดั้งเดิมหลายสิบกลุ่ม ในนั้นมีรูปภาพก่อนผ่าตัดและหลังเย็บแผล รูปหลังฟื้นตัว ตลอดจนรูปรอยแผลเป็น…แล้วยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องระดับความเร็วในการฟื้นตัวอย่างละเอียดด้วยค่ะ ผลก็คือเหนือการคาดเดาของฉันไปมากเลยทีเดียว