พูดออกไปตามสัญชาตญาณ
เมื่อเห็นเยอิงให้ความร่วมมือหลินจือไป๋ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “มีบทกวีบทหนึ่งกล่าวไว้ดีมาก” หยุดไปครู่หนึ่ง
หลินจือไป๋ก็ร่ายว่า “กรำแดดพรวนนา (ฉูเหอรือตังอ) เหงื่อหยดรดดิน ใครเล่าจะรู้ ข้าวทุกเมล็ดในจานกลั่นจากความยากลำบากแสนเข็ญ”
“มีบทกวีนี้ด้วยเหรอ?” หานเยว่ซวงเป็นคนฉีโจวแต่เธอกลับจำไม่ได้ว่ามีบทกวีนี้อยู่ด้วย
“เมื่อก่อนไม่มี” หลินจือไป๋เอ่ย “แต่ตอนนี้มีแล้ว”
หานเยว่ซวงยิ้มกล่าว “ฉันว่าแล้วเชียวต้องเป็นบทกวีของเจ้านาย แต่งได้ดีมากจริงๆ ชื่อว่าอะไรเหรอ?”
“สงสารชาวนา”
“ตอนนี้ฉันอยากรู้ว่าฉูเหอคือใคร?” อูอูลูกะพริบตาปริบๆ แสร้งถามอย่างใสซื่อ
เยอิงแทบสำลักข้าวออกมาตรงนั้น “งั้นฉันควรถามด้วยไหมว่าตังอูคือใคร?”
“ฮ่าๆๆๆๆ!” หานเยว่ซวงหัวเราะลั่น “ช็อตนี้อย่าถ่ายนะอย่าถ่ายเด็ดขาด”
คำพูดนี้ไม่มีความหมาย เพราะตอนนี้เป็นไลฟ์สดผู้ชมหน้าจอต่างได้เห็นได้ยินกันหมดแล้ว บอกได้แค่ตอนฉายจริงช็อตนี้คงใส่เข้าไปไม่ได้
ขำจะตายแล้วอยู่ดีๆอูอูก็ขับรถ (เล่นมุกใต้สะดือ) เฉยเลย!
แรงจนล้อรถทับหน้าฉันไปแล้ว!
บทกวีของท่านมหาเศรษฐีมาดีขนาดนี้ประโยคเดียวของอูอูทำเอาเสียหมด!
อิงอิงยังถามอีกว่าตังอูคือใคร ดูท่ารู้เรื่องพวกนี้ดีไม่เบาเลยนะเนี่ย!
เล่นก็เล่นเถอะแต่ฉันรู้สึกว่าบทกวีของท่านมหาเศรษฐีนี้สุดยอดจริงๆนะ!
เจ๋งมากเลยแต่พวกเธอเคยได้ยินประโยคที่ว่า “อย่าโศกเศร้าว่าหนทางเบื้องหน้าจักไร้สหายรู้ใจ ทั่