ี่สุดคะ?”
เพราะแขกรับเชิญส่วนใหญ่เป็นนักร้อง คำถามนี้ของหานเยว่ช่วงจึงไปกระตุกต่อมความรู้สึกของทุกคนเข้าอย่างจัง
เยจวินจีที่เพิ่งจะดื่มเหล้าเข้าไปนิดหน่อย พอได้ยินประโยคนี้เข้าขอบตาก็ถึงกับแดงระเรื่อ เอ่ยว่า “เมื่อก่อนเคยคิดว่าเป็นตัวเอง จนกระทั่งผมได้มาเจอกับหลินจือไป๋”
“เอ๊ะ?”
เยอิงสงสัย “หลินจือไป๋ร้องเพลงเก่งกว่าคุณอีกเหรอคะ?”
ถึงแม้หลินจือไป๋จะร้องเพลงในรายการบ่อย แต่ก็ไม่ได้ใช้ทักษะการร้องอะไรมากมายเลย ทำให้ทุกคนยังฟังอะไรไม่ได้มากนัก
เยจวินจีถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “พวกคุณไม่ได้ดูข่าวเหรอ ที่ก่อนหน้านี้เคยมีเทรนด์ฮ็อตว่าผมไปร่วมรายการแข่งขันร้องเพลงที่ทวีปฉิน แล้วผลคือพ่ายแพ้ยับเยิน”
“เหมือนจะเคยได้ยินอยู่นะ”
“คนที่ทำให้ผมพ่ายแพ้ยับเยินในรายการนั้นก็คือหลินจือไป๋นี่แหละครับ”
ปกติแล้วเยจวินจีไม่เต็มใจที่จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเองสักเท่าไหร่ แต่วันนี้ดื่มหนักไปหน่อยเลยเกิดความรู้สึกว่า ถ้าไม่ได้ระบายออกมาคงอกแตกตาย ยังไงซะเรื่องนี้ถ้าเขาไม่พูด ไม่ช้าก็เร็วทุกคนก็ต้องรู้อยู่ดี เด็ดขาดหน่อยแล้วถือโอกาสอวยยศให้หลินจือไป๋ไปเลยดีกว่า
“ชี้ด!”
คราวนี้เยอิงตกใจจริงๆ แล้ว “หลินจือไป๋ คุณเอาชนะเยจวินจี๋ซึ่งหน้าเลยเหรอ?”
“ก็ประมาณนั้นครับ”
หลินจือไป๋นั่งกินบาร์บีคิวพลางรู้สึกว่ายังเผ็ดไม่พอ เลยหยิบผงพริกมาโรยเพิ่ม
“อย่ากินเผ็ดขนาดนั้นเลย”
ฉีเจียนเจียเอ่ย “ต้องถนอมคอนะ”
หานเยว่ช่วงยิ้มกล่าว “ค