ีนิพนธ์ไป จะได้ไม่เปิดโอกาสให้คนพวกนี้โจมตี’
‘ยากจัง! คนพวกนี้ตั้งใจหาเรื่องคงเลี่ยงยาก!’
ขณะที่เหล่าแฟนคลับกำลังกังวล แฟนคลับของพวกเกออูกลับรู้สึกฮึกเหิมและพูดจาเหน็บแนมต่างๆ นานาว่า
‘คุณหนูลูกเศรษฐีผู้นี้ คงรู้ถึงความหวาดกลัวแล้วสินะ?’
‘ถ้ากลัวก็ยอมแพ้แล้วถอนตัวออกไปเถอะ อย่างมากพวกเราก็แค่หัวเราะเยาะนายสองสามประโยค!’
‘เรื่องโคลงคู่นายเป็นมืออาชีพ แต่บทกวีนายนับเป็นอะไร? บทกวีวิจิตรบรรจงไม่ใช่โคลงคู่จะเทียบได้!’
‘พรสวรรค์ล้นเหลือ? งานประชุมกวีนิพนธ์จะต้องเผยร่างจริงของนายออกมาให้ได้!’
‘ไปตี้ยังหนุ่มอยู่ไม่ใช่เหรอ ถึงตอนนั้นให้เขาไปประลองบทกวีกับจี้เฉวียนไทที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันดูสิ (อิโมจิหมา)’
‘ฮ่าๆ ประลองบทกวีไปตี้สิบคนก็สู้จี้เฉวียนไทไม่ได้หรอก!’
ไปตี้: ไม่เป็นไร โคลงคู่ฉันต่อยหนัก บทกวีข้าขอนอบน้อม
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ในใจคนพวกนี้ก็กังวลว่าไปตี้จะถอนตัวจริงๆ จึงมีบางคนถึงกับใช้วิธียั่วยุ
อันที่จริงพวกเขาคิดเยอะไปแล้ว งานประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนี้ หลินจือไป๋ต้องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรเสียบรรยากาศได้ถูกโหมโรงมาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าไม่ไปโชว์ฝีมือในงานประชุมกวีนิพนธ์ ภาพลักษณ์ต่อสาธารณะของไปตี้คงได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ในวันที่ห้า เจ้าหน้าที่ของงานประชุมกวีนิพนธ์ยังโทรมาหาหลินจือไป๋
“สวัสดีครับ ใช่จารย์ไปตี้ไหมครับ”
“ผมเองครับ”
“คุณยืนยันเข้าร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนี้ไหม