ไปก็แล้วกัน”
ถ้าญาติสายรองยังสะเทือน ญาติสายตรงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลุงใหญ่ ลุงรอง และลุงสาม ต่างก็ร้อนอกร้อนใจ ถึงขั้นยอมมารวมตัวกันเพราะเรื่องนี้ เรียกได้ว่าแทบถ่ายรูปรวมครอบครัวได้เลย
“ยังไม่ถึงสิ้นปีเลยนะ!”
“ทำไมพ่อถึงรีบร้อนยกสำนักพิมพ์ให้เจ้าเด็กนั่นนัก!”
“บ้านเจ้าสี่นี่ช่างเจริญก้าวหน้าซะจริง!”
“ต่อไปเราต้องระวังบ้านนั้นไว้หน่อยแล้ว สองปีมานี้บ้านนั้นทำให้พ่อพอใจได้ไม่น้อยเลย”
“โดยเฉพาะต้องระวังเจ้า หลินจือไป๋ นั่นเอาไว้ให้ดี! เจ้าเด็กนี่มันร้ายเกินไปแล้ว!”
“มันเจ้าเล่ห์ตั้งแต่เด็กแล้ว โตมายิ่งน่ากลัวกว่าเดิมอีก!”
“ถ้าเมื่อไหร่จำเป็น เห็นว่าต้องร่วมมือกันจัดการบ้านนั้นเถอะ!”
สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้าน หลินจือไป๋ กลับไม่ได้ใส่ใจนัก
เมื่อเทียบกับเสียงต่างๆ จากภายนอก สิ่งที่ทำให้ หลินจือไป๋ ดีใจที่สุดตอนนี้ก็คือการได้แต้มทักษะเพิ่มมาอีกสามสิบแต้ม
เพราะแต้มทักษะของเขาเพิ่งใช้หมดไปหยกๆ คราวนี้ได้มาอีกสามสิบแต้มเปรียบดั่งถ่านไฟในหน้าหนาว
หลินจือไป๋ แทบอดใจไม่ไหวอยากทุ่มให้ด้านการร้องเพลงทั้งหมดทีเดียว แต่สุดท้ายก็ยังยับยั้งไว้ได้
หลินจือไป๋ อยากเดินอย่างมั่นคง จึงตัดสินใจเก็บแต้มส่วนนี้ไว้ก่อนแล้วค่อยใช้เมื่อจำเป็น
ยังไงแต้มทักษะก็ไม่หนีไปไหนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ปู่จะคิดให้เขาเป็นผู้สืบทอดเสินฮว่ากรุ๊ปจริงหรือเปล่า หลินจือไป๋ ไม่ได้ใส่ใจนัก เขามีจังหวะก้าวเดินของตัวเอง เขาสนใจ