” หลินจือไป๋กดมือลงเล็กน้อย ห้องประชุมพลันเงียบสงัด จากนั้นสายตาของเขาก็มองไปยังรองประธานหลัวตั้น
หลัวตั้นเป็นคนของลุงใหญ่ แต่เวลานี้ลุงใหญ่ก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้แล้ว ต่อให้แส้ยาวก็หวดมาไม่ถึง หลัวตั้นลุกขึ้นโค้งคำนับ พูดอย่างขมขื่นว่า “ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวครับ ขอเพียงท่านประธานโปรดให้ผมได้ออกไปอย่างมีเกียรติก็พอครับ นี่คือจดหมายลาออกของผม…”
หลัวตั้นกำลังขอความเมตตา ถ้าเป็นแค่การลาออกเขายังพอเอาตัวรอดในวงการนี้ได้ เช่น ไปนั่งตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางตามสำนักพิมพ์เล็กๆ แต่ถ้าถูกหลินจือไป๋ไล่ออก… ต่อไปเขาคงไปต่อในวงการนี้อย่างยากลำบาก อาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนสายงาน
“ตกลงครับ” หลินจือไป๋เอ่ยเรียบๆ ว่า “ข้อตกลงไม่แข่งขันทางธุรกิจสี่ปี ผมอนุมัติให้คุณลาออก”
“ขอบคุณครับ” คำขอบคุณของหลัวตั้นในวินาทีนี้ฟังดูจริงใจ อย่างน้อยหลินจือไป๋ก็ไม่ได้ไล่บี้จนหมดสิ้นหนทาง ยังไว้หน้าเขาอยู่บ้าง อีกสี่ปีข้างหน้าเขายังพอหากินในวงการนี้ได้
“งั้นก็เอาเป็นตามนี้ครับ” หลินจือไป๋พยักหน้า “รองประธานหลัวตั้นลาออกผมเห็นชอบ พวกคุณคิดเห็นยังไง?”
จะให้เห็นยังไงเล่า? บรรดาผู้บริหารระดับกลางและสูงแทบอยากพร้อมใจกันตะโกนว่า “ท่านประธานชาญฉลาดยิ่ง!”
ที่จริงหลินจือไป๋จะยัดข้อหาให้หลัวตั้นหายไปจากวงการนี้เลยก็ได้แต่ไม่จำเป็น เพราะหนึ่ง ต่อไปเขาไม่อาจเป็นภัยได้ สอง ยังต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนในบริษัทที่มีต่อหลัวตั้นด้วย แม้จะ