่งสงครามลุกโชนไปทุกหัวระแหง อารมณ์ทั้งหมดของเพลงระเบิดออกมาในชั่วขณะนั้น การสลับไปมาระหว่างเสียงจริงกับเสียงหลบ ทำให้ทุกถ้อยคำของเนื้อร้องยิ่งเป็นดังหยกเม็ดงาม
“หมอกทรายครึ่งเมือง ศึกประชิดเมือง อาชาเหล็กดาบทอง สู้ตายเพื่อแผ่นดินผู้ใด หนึ่งแม่ทัพคว้าชัยแลกหมื่นกระดูกขาว กี่หัวหงอกส่งหัวดำไปไม่หวนกลับ หมอกทรายครึ่งเมืองปลิวตกสายลม เยื่อสายใยบางยังติดกลางฝ่ามือ หวังเพียงทิ้งเกราะคืนสู่ไร่นา ยกถ้วยชาที่เจ้าชง…”
เกาซิงเยว่จ้องมองประโยค ‘หนึ่งแม่ทัพคว้าชัยแลกหมื่นกระดูกขาว’ ในเนื้อเพลงอย่างตกตะลึง ราวกับมีสายฟ้าผ่าลงในสมอง ประโยคนี้สะท้อนธีมของภาพยนตร์ที่ตนต้องการสื่อออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ!
ในโลกนี้ไม่มีราชวงศ์ถัง ส่วนคำว่า ‘หนึ่งแม่ทัพคว้าชัยแลกหมื่นกระดูกขาว’ นั้น แท้จริงแล้วมาจากบทกวี ‘สองบทแห่งปีจื่อไห่ — บทที่หนึ่ง’ ของกวีสมัยราชวงศ์ถังนามว่าเฉาซงในชาติที่แล้วของหลินจือไป ในนั้นมีวลีอมตะที่เลื่องลือผ่านกาลเวลาประโยคหนึ่งว่า:
ขอเถิดอย่าเอ่ยถึงขุนนางเกียรติยศลือลั่น หนึ่งแม่ทัพคว้าชัยแลกหมื่นกระดูกขาว!
ในโลกนี้ไม่มีบทกวีนี้ เกาซิงเยว่จึงตกตะลึงกับประโยคในเนื้อเพลงทันที ขณะเดียวกันฉูฉือยังนำชื่อภาพยนตร์ ‘ศึกประชิดเมือง’ ผสมลงไปในท่อนฮุกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ทำให้รู้สึกฝืนหรือจงใจแม้แต่นิดเดียว!
“หมอกทรายครึ่งเมือง น้ำตาร่วงโลหิตริริน อาชาล้มเกราะขาดสะบั้น ย้อมขอบฟ้าต่างสีเลือด ภ