งย่อมกังวล
ละครของเทียนกวงแข็งแกร่งไปเสียทุกด้านขนาดนั้น
ต่อให้หลินตงมั่นใจในคุณภาพของ ‘The Knockout’ แค่ไหน แต่ถึงตอนนี้ก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้
เรื่องมาไกลขนาดนี้แล้วเขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงศึกนี้ได้อีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่รู้เลยว่าจะออกหัวหรือก้อย
หลินตงกล้าพูดเลยว่า “The Knockout’ คือบทละครที่ดีที่สุดที่เขาเคยเจอนับตั้งแต่กำกับละครมา
บทที่ดีขนาดนี้ คงไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วที่มีคนชมแต่ไม่มีคนดู
“สู้ๆ นะครับ!”
หลินจือไปเห็นบรรยากาศการคุยกันในกรุ๊ปเริ่มน่าเป็นห่วง เลยอดไม่ได้ที่จะออกมาให้กำลังใจ
จากนั้นทุกคนในบ้านก็พากันออกมาปลุกขวัญกำลังใจพ่อ
ข้อความให้กำลังใจหลั่งไหลไม่หยุด
พี่ชาย: เลื่อนวันฉายไม่ได้ ก็ได้แต่สู้ตายแล้วละ สู้เขา!
พี่สาว: ถึงจะแพ้ก็ต้องแพ้ให้สมศักดิ์ศรี!
แม่: แพ้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอก ยังไงเทียนกวงก็เตรียมตัวมาดี ถึงอย่างนั้นถ้าบังเอิญชนะขึ้นมาละ?
เสี่ยวเฮย: พวกเราพอลูกจับมือกัน ต้องชนะอยู่แล้ว!
ทุกคนในครอบครัวยิ้มออกมา
ละครเรื่องนี้ได้หลินจือไปเป็นคนทำดนตรีประกอบ เรียกว่าพอลูกจับมือกันจริงๆ
เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่า คำว่า ‘พอลูกจับมือกัน’ ของหลินจือไป อันที่จริงซ่อนความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
เป็นเช่นนี้ เวลานับถอยหลังสู่วันที่สิบห้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ในที่สุดก็ถึงวันออกอากาศ!
เที่ยงวันนั้น หยิ่นตงหน่วนโทรมาหาหลินจือไปด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจนัก
“ทำไมอาหลินถ