ับแนวคิดหลักของเรื่องสั้นเหล่านี้ได้พอดี
ปลายสายโทรศัพท์ เจียงเฉิงทบทวนประโยคนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความหมายลึกซึ้ง
ราวกับว่าหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ได้ยกระดับขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เจียงเฉิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมว่า
“บทสรุปนี้เหมาะสมเกินไปแล้ว เพราะงั้นเจ้านายครับ
ผมโตมาขนาดนี้ยังไม่เคยยอมรับใครเลย แต่ยอมเจ้านายจริงๆ!”
รอบนี้ไม่ได้พูดเอาใจ เจียงเฉิงรู้สึกยอมรับจริงๆ!
ถึงเจียงเฉิงจะไม่มีรสนิยมทางวรรณกรรมสูงส่งอะไรนัก ก็ยังสัมผัสได้ถึงความโก้หรูของประโยคนี้
เขารู้สึกว่าต่อให้ไม่ได้ใช้เป็นคำนำของนิยาย แค่ดึงขึ้นมาเฉยๆ ก็มีเสน่ห์มากแล้ว
ให้ความรู้สึกคลาสสิก!
คนภายนอกต่างบอกว่าเรื่องสั้นของปู่เยโหวมีมืดมนเกินไป บรรยากาศที่กดดันทำให้รู้สึกอึดอัด
แต่ถ้าเอาประโยคนี้มาประกอบกับผลงานเหล่านั้นอีกที จะยกระดับแนวคิดขึ้นมาในพริบตาเลยใช่หรือเปล่า?
เจียงเฉิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยม!
เพราะว่าตัวละครในเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องของปู่เยโหว อย่างเช่น ‘คาซาริกับโยโกะ’
ตัวเอกในเรื่องก็ไม่เคยละทิ้งการแสวงหาการมีชีวิตรอดและความงามแม้ต้องเผชิญความมืดมนอย่างสุดขั้ว
ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เรื่องราวจะวิปริตแค่ไหน สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ได้พยายามและต่อสู้
ซึ่งมันตรงกับประโยคของเจ้านายที่ว่า
‘ความมืดมอบดวงตาสีดำแก่ฉัน แต่ฉันกลับใช้มันแสวงหาแสงสว่าง’
อย่างพอดิบพอดีเลยไม่ใช่เหรอ?
รวมถึง ‘เ