อ?”
กล่าวถึงเรือนหลังใหม่ นางยังปรับทุกข์ไปอีกรอบ
เรือนหลังใหม่สร้างเสร็จแล้วก็จริง แต่จะแบ่งกันอย่างไรเล่า?
นางลำบากมาทั้งชีวิตค่อยสร้างเรือนหลังนี้ขึ้นมาได้ แต่จะแบ่งให้ลูกชายคนไหนล้วนไม่เหมาะสมทั้งนั้น
ปันให้คนละห้องก็ยังไม่พอ ตอนนี้จึงยังค้างเติ่งอยู่เช่นนั้น ไม่กล้าแบ่งให้ใคร
“ทุกบ้านล้วนมีคัมภีร์ที่อ่านยาก[1] พวกเรามักมองเห็นแต่เรื่องดี ๆ ของคนอื่น แต่ไม่รู้เลยว่าชีวิตคนเขาลำบากเพียงใด” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าคิดว่าที่จริงแล้วครอบครัวสกุลหลิวของพวกท่านต่างหากถึงจะเรียกว่ามีชีวิตที่ดีงามอย่างแท้จริง มีเรือนสองหลังเป็นเอกเทศจากกัน ลูกชายสองคนได้ไปคนละหลัง ตัดปัญหาไปได้มากโข ที่เหลือก็ให้เมียของพวกเขาไปกังวลใจกันเอง ท่านก็ไม่ต้องไปคิดมากแทนแล้ว อยากอยู่เรือนไหนก็อยู่เรือนนั้น ถ้าอยากช่วยทำงานก็ทำ หากไม่อยากแล้วก็ให้ลูกสะใภ้ปรนนิบัติ ไม่เหมือนข้า ได้แต่ใช้ชื่อเสียงดุร้ายข่มเอาไว้”
“มีลูกชายมากก็เท่ากับมีวาสนามาก เจ้าคลอดลูกชายให้สกุลจูหลายคนขนาดนั้น นับว่ามีความชอบอันใหญ่หลวง เจ้ารอดูไปเถอะ วันเวลาดี ๆ ยังรออยู่ข้างหน้านะ” หลิวเหล่าไท่ย่อมไม่กล้าตอบรับคำกล่าวเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่เบี่ยงหัวข้อสนทนาไปหาจูชีที่กำลังเรียนหนังสืออยู่แทน
บอกเป็นนัยว่าครอบครัวเจ้ามีปัญญาส่งเสียลูกชายเรียนหนังสือ ฐานะก็คงไม่แย่เกินไปนักหรอก
บางครั้งคนเราก็เป็นเช่นนี้ รอเก็บเกี่ยวดอกผลหลังความลำบาก
ถ้าจูชีสอบ