นจำนวนมากมาร่วมกินเลี้ยง เรือนสกุลจูรองรับไม่ไหวแน่นอน กระทั่งโต๊ะที่จะใช้ก็ยังมีไม่พอ
ดังนั้นจึงต้องยืมล่วงหน้ามาจากบ้านใกล้เรือนเคียง สุดท้ายจึงสามารถจัดโต๊ะใหญ่ได้หลายโต๊ะ ภายในเรือนมีที่ทางไม่พอก็จัดออกไปถึงนอกเรือน
ถึงอย่างไรหมู่บ้านสกุลจูก็ใหญ่โตแค่นี้ ทั้งยังไม่มีคนผ่านทางแวะเวียนมาร่วมความครึกครื้น
แต่ในและนอกเรือนจะจัดไว้กี่โต๊ะ ให้ใครนั่งบ้าง ล้วนแต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
จากในห้องโถงถึงลานเรือน จากลานเรือนถึงนอกเรือน เรียงตามสถานะของผู้นั่งจากสูงไปต่ำ ลำดับชั้นลดหลั่นกันไป
ยกตัวอย่างเช่นที่นั่งในห้องโถง นอกจากพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูที่อาวุโสมากที่สุด รวมถึงจูเหล่าโถวที่เป็นตัวแทนของสกุลจูแล้ว ผู้ที่นั่งอยู่ในนั้นย่อมมีเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจู รวมถึงพี่เป้าและลูกชายที่มาจากในตัวเมืองอีกด้วย
ที่นั่งที่เหลืออยู่ก็เชิญผู้อาวุโสจากในหมู่บ้านมานั่งข้างในต่อไปจนกระทั่งไม่มีที่นั่งอีกแล้ว
โต๊ะนี้เรียกว่า ‘โต๊ะประธาน’
เนื่องจากห้องโถงมีขนาดจำกัด หลังจากนำโต๊ะตัวใหญ่ตัวหนึ่งมาตั้งแล้วก็ไม่เหลือพื้นที่ให้วางโต๊ะตัวที่สองอีก โต๊ะตัวอื่น ๆ จึงนำมาตั้งในลานเรือน
จูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อที่เป็นพี่น้องของจูเหล่าโถวนั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน ในจำนวนนั้น จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเป็นสตรี ทั้งยังเป็นญาติใกล้ชิดของครอบครัวสกุลจูยังไม่อาจมาร่วมโต๊ะ แต่ต้องไปช่วยงานสตรีคนอื่น ๆ ที่สกุล