บทที่ 179 สานสัมพันธ์อันดี
ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่จากหมู่บ้านสกุลเหมยก้าวออกมายืนยันว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาเป็นความจริง
หลังยืนยันกันไปมาเช่นนี้ คนสกุลเหมยก็จำต้องเชื่อว่าฆาตกรอาจเป็นจางเยียนที่ ‘หายสาบสูญ’ ไปแล้วก็เป็นได้
แต่ช้าก่อน ถ้าฆาตกรเป็นแม่นางจาง พวกเขายังจะให้สกุลจู ‘จ่ายค่าชดเชย’ ให้ได้หรือไม่?
เมื่อพวกเขาเอ่ยปัญหาข้อนี้ขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านสกุลจูออกปาก ผู้อาวุโสสกุลเหมยก็ตวาดขึ้นมาว่า “เหลวไหล! ในเมื่อฆาตกรไม่ใช่คนหมู่บ้านสกุลจู แล้วมันยังจะเกี่ยวข้องอะไรกับคนสกุลจูอีก?”
“พวกเจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกนะ พวกเจ้าติดค้างลูกสะใภ้คนหนึ่งให้คนสกุลจู เรื่องนี้จะว่าอย่าง
ไร?”
“หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่มาเอาเรื่องกับพวกเจ้าก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
……
ไข่แตกไม่พอไก่ยังบินหนี คนสกุลเหมยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรสักอย่าง มิหนำซ้ำยังถูกด่าว่า ต่างคนจึงต่างหน้าม่อยคอตก
สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเคราะห์ร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ แม่เฒ่าเหมยเป็นคนในครอบครัวสกุลเหมย พวกเขายังต้องรับผิดชอบจัดงานศพ
โปรดอย่าถามว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ไปแจ้งความกับที่ว่าการท้องถิ่น
ประทานโทษ คนในยุคนี้ยอม ‘เน่าตาย’ ในหมู่บ้าน ดีกว่าไปป่าวประกาศกับโลกภายนอก ไม่ต้องพูดถึงการจะแห่ไปที่ว่าการเลยสักนิด
“ขุนนางพูดจากลอกกลิ้ง พลิกลิ้นได้ไม่สิ้นสุด” ถ้าไปที่ว่าการจริง ๆ ชาวบ้านสามัญชนอย่างพวกเขาก็มีแต่จุดจบที่