นขนหัวลุก
ปลายนิ้วของซูอีเฉินเริ่มสั่นระริกจนแทบสังเกตไม่เห็น…
ด้วยเหตุนี้ ขบวนสำรวจจึงตกอยู่ในสภาพที่ซู่เป่าเดินนำหน้าอย่างกล้าหาญ ตามด้วยซูเหอเวิ่นซึ่งเอาแต่ใจลอยพลางแสร้งทำตาเหล่เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับ ส่วนซูจื่อซีนั้นยืนนิ่งขึงเป็นหิน มือไม้สั่นเทาจนก้าวเดินผิดจังหวะไปหมด
ส่วนซูอีเฉินนั้น แม้ถือกล้องไว้แต่กลับไม่ยอมก้มมองหน้าจอแม้แต่นิดเดียว เขาเลือกจับจ้องตรงไปข้างหน้าด้วยความแน่วแน่แทน
มีเพียงหานหานบ่นพึมพำไม่หยุด “ซู่เป่า… พวกเราต้องเดินขึ้นไปอีกนานไหม? ที่นี่ไม่เห็นสนุกเลย แถมยังเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ฉันเดินไม่ไหวแล้วนะ…”
ซู่เป่าเอ่ยขัดขึ้นทันควัน “ถึงแล้วค่ะ!”
ทุกคนมาหยุดอยู่หน้าห้อง 602 ชั้น 6
ประตูห้องถูกแง้มเปิดออกเองตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ กระดาษยันต์สีเหลืองติดอยู่บนเชือกแดงพริ้วไหวตามแรงลมจนส่งเสียงแว่วคล้ายเสียงคนร้องโหยหวน ทันใดนั้นซูเหอเวิ่นก็ได้ยินเสียงกระดิ่งอันคุ้นเคยดังขึ้น… กริ๊ง… กริ๊ง กริ๊ง…
“ไปกันเถอะ เข้าไปข้างในกันค่ะ” ซู่เป่าเอ่ยชวน
“พี่… พ..พี่รออยู่ข้างนอกได้ไหม?” ซูเหอเวิ่นหน้าซีดเป็นไก่ต้ม
“ได้ค่ะ งั้นพี่ชายรออยู่ตรงนี้นะคะ” ซู่เป่าพยักหน้าตกลง
ซูเหอเวิ่นลอบมองตามระเบียงทางเดินด้วยหางตา พลันต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาร่างเลือนราง ลอยอยู่ไม่ไกล ดวงตาเหล่านั้นจ้องเขม็งมาทางเขาอย่างไม่ลดละ ก่อนจะมีเสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้นอย่าง