นไปมาสักสามสี่ชั่วโมงก็น่าจะทนไหวใช่ไหม?
ทว่าในวินาทีนั้นเอง ซูอิงเอ๋อร์ที่ถูกปลุกเพราะเสียงรบกวนก็พรวดพราดเปิดประตูออกมา เขาถึงกับงุนงงเมื่อเห็นหลานชายกำลังร้องไห้ฟูมฟาย และตะโกนลั่นพลางวิ่งวนไปมาเหมือนหนูติดจั่น
“ซูเหอเวิ่น! นายกำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย?!”
ซูอิงเอ๋อร์แผดเสียงดังลั่นตามนิสัยเจ้าอารมณ์
ซูเหอเวิ่นที่กำลังขวัญอ่อนถึงกับสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระชากจิตออกจากร่าง ในชั่วพริบตานั้นเอง เขาพลันหยุดชะงัก ตาแข็งค้างมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ก่อนคลี่ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา น้ำลายเริ่มไหลยืดจากมุมปาก ดูโง่เขลาเบาปัญญาประหนึ่งคนสติไม่สมประกอบ
“เหอ…เหอเหอ!”
“อาบา… อาบาอาบา!”
ซูอีเฉินเหลือบมองซูอิงเอ๋อร์หนึ่งที
จริงอย่างที่เขาว่ากัน ไม่กลัวคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งปานเทพ แต่กลัวเพื่อนร่วมทีมที่โง่ปานหมูมากกว่า
ซูอิงเอ๋อร์เริ่มใจเสีย… หรือจะทำเรื่องที่ไม่ควรทำลงไป?
เขาจำได้ว่าคุณปู่เคยเตือนว่าห้ามเรียกคนละเมอเสียงดังเด็ดขาด หรือว่าเขาก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว?
คราวนี้ซูอิงเอ๋อร์ไม่กล้าปริปากส่งเสียงอีกแม้แต่คำเดียว
“เดี๋ยวผมไปเรียกซู่เป่าเอง” มู่กุยฝานจึงเอ่ยเสียงเบา
ซูอีเฉินพยักหน้าเห็นด้วย ทันใดนั้นซูเหอเวิ่นก็พุ่งเข้าใส่ผู้เป็นพ่อพร้อมยกมือไขว่คว้า ทั้งน้ำตา น้ำมูก และน้ำลายไหลเปรอะไปหมด “อาบาอาบา!”
พี่คนโตของบ้านจับไหล่ลูกชายที่กลายเป็นคนปัญญาอ่อนชั่วคราวด้วยความรู้สึกรังเกียจอยู่ลึก ๆ