วามเห็นใจ แต่แขกทั้งหลายกลับไม่นำพา
“ไปกันเถอะพวกเรา! ถุย… ซวยชะมัด!”
“ต้มตุ๋นกันทั้งบ้าน โชคดีนะเนี่ยที่ไหวตัวทัน ไม่โดนหลอกเอา”
“ไร้ยางอายจริง ๆ ” รถ
“บทกวีนั้นว่าอย่างไรนะ? ที่ศาลาริมทาง ข้างถนนโบราณ หญ้าหอมแผ่ไปทั่วฟ้า… ฮ่า ๆ ๆ ”
เพียงไม่กี่นาที คฤหาสน์ที่เคยครึกครื้นก็เงียบเหงาราวกับป่าช้า
รถของตระกูลซือเพิ่งจะแล่นมาถึงพอดี ซือเยี่ยที่เพิ่งเสร็จจากการเก็บกวาดงาน และรายงานผลก้าวลงจากรถพลางมองไปยังกรอบประตูเหล็กอันว่างเปล่าของตระกูลมู่ที่ถูกชนจนกระเด็น
“ไปกันเถอะ” ซือเยี่ยเดินเข้าไปหาเวินหรูอวิ๋น พร้อมกับถอดเสื้อคลุมสีเขียวทหารที่มีไออุ่นจากตัวเขาคลุมลงบนไหล่ของเธอ เวินหรูอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่นก่อนเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ส่วนซืออี้หรานยังคงยืนหน้าตึง นัยน์ตาจ้องมองไปยังทิศทางที่พาหนะคันนั้นหายลับไป
คนตระกูลมู่เหมือนเห็นฟางเส้นสุดท้าย รีบปรี่เข้าไปหาทันที “คุณซือ… คุณนายซือ โปรดรอก่อนครับ! คุณเป็นเพื่อนทหารกับมู่กุยฝานของเราใช่ไหมครับ? ช่วยบอกเขาหน่อยเถอะว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นแค่ความเข้าใจผิด!”
ซือเยี่ยปรายตามองด้วยสายตาเย็นชาและแข็งกร้าว “กล้าดีอย่างไรถึงมาแอบอ้างความสัมพันธ์กับกองทัพมั่วซั่ว… พวกคุณรู้ไหมว่าผลลัพธ์ของการทำเช่นนี้คืออะไร?”
ซือเยี่ยรวบตัวเวินหรูอวิ๋นที่ตั้งท่าจะขึ้นรถหนีไปคนเดียวไว้แน่น ก่อนทิ้งประโยคสุดท้ายไว้สั้น ๆ “หัดมีหน้ามีตาบ้าง”
พอหันกลับมาหานภรรยา น้ำเสียง