ีรษะที่เริ่มมึนชาและมีเลือดไหลซึม เมื่อลองคลำดูเธอก็พบว่ากะโหลกส่วนหนึ่งบุ๋มลงไปเป็นหลุมเล็ก ๆ
นอกจากนี้ ตอนที่ล้มลง หน้าผากของเธอยังกระแทกเข้ากับก้อนหินจนเกิดเป็นแผลฉกรรจ์
เหวยหว่านสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความทรมาน ก่อนจะเอ่ยเสียงสะอื้น
“จื่อหลิน… ฉันเจ็บเหลือเกิน… มากอดฉันหน่อยได้ไหม…”
สมาชิกครอบครัวซูกำลังยืนปรึกษากันอยู่ถึงกับชะงักกึก ก่อนหันไปมองทางเหวยหว่านด้วยความรู้สึกที่พูดไม่ออกทซูจื่อหลินไม่ใช่คนช่างพูด แต่ยามเอ่ยปากกลับเชือดเฉือนตรงไปตรงมา
“เธอเสียสติไปแล้วหรือไง? ให้ฉันกอดเธอเนี่ยนะ… ไปกอดแม่หมูยังจะดีกว่า”
คุณนายซูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เหวยหว่าน เรื่องที่เธอต้องหย่ากับจื่อหลินน่ะถูกตัดสินพิจารณาเรียบร้อยแล้ว อย่าบังคับให้ฉันต้องฉีกหน้ากันจนไม่เหลือชิ้นดี เพราะถึงเวลานั้น แม้แต่ในเมืองหลวงเธอก็จะไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนอีกต่อไป”
เหวยหว่านก้มใบหน้าลงเพื่อปกปิดความแค้นและไม่ยินยอม!
เธอเจ็บหนักถึงเพียงนี้ เลือดไหลนองเต็มหน้า!
พวกเขานอกจากไม่ใยดี ยังคิดจะขับไล่ไสส่งเธอออกไปจากเมืองหลวงอีกอย่างนั้นหรือ?
คนพวกนี้ยังมีมโนธรรมหลงเหลืออยู่บ้างไหม!
โบราณว่า ‘ยอมรื้อวัด ดีกว่าทำลายชีวิตคู่’ แล้วทำไมคนตระกูลซูถึงต้องบีบคั้นให้เธอกับซูจื่อหลินหย่าร้างกันให้ได้!
เมื่อเรื่องราวบานปลายมาถึงจุดนี้ เธอก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งใดได้อีก…
เหวยหว่านรู้สึกเสียใจภายหลัง ถ้ารู้อย่างนี้