เจี้ยนเฉินส่ายหัวและพูด เขาอยู่ในช่วงอารมณ์แย่ ๆ ดวงตาของเขาหมองคล้ำ เขาพูดเบา ๆ “ในตระกูที่ข้าเกิด ข้ามีพี่ชายสองคนและพี่สาวคนหนึ่ง ในอดีตตอนที่ข้าเกิด ข้าต้องเผชิญกับการถูกทอดทิ้งเป็นเวลานานมาเพราะข้าถูกทดสอบว่าไม่อาจบ่มเพาะได้ ในช่วงเวลานั้น สถานะของข้าในตระกูลนั้นต่ำมาก จนแม้แต่คนใช้ก็แกล้งข้าได้ แม้แต่พ่อของข้าก็แสร้งทำเป็นว่าข้าไม่มีตัวตนอยู่”
“ในตอนนั้น คนเดียวที่ยังคงทำตัวที่เป็นดั่งแสงอันอบอุ่นที่สาดส่องในตระกูลให้กับข้า นอกจากแม่ของข้าก็คือพี่สาวของข้า”
“พี่สาวของข้านั้นประทับอยู่ในความทรงจำอันแสนสุขในวัยเด็ก โดยพื้นฐานแล้วประสบการณ์นั้นถูกตราตรึงไว้ในใจของข้า มันเป็นตราประทับที่ไม่อาจลบเลือนไปได้”
เมื่อพบหยุนวู่เฟิง ราวกับว่าในที่สุด เจี้ยนเฉินก็ได้พบใครบางคนที่สามารถคุยด้วยได้ เช่นเดียวกับคนที่เขาสามารถระบายความทุกข์ในใจได้ ด้วยความกดดันสุดขีด เขาได้ปลดปล่อยอารมณ์ที่ถูกเก็บไว้ทั้งหมดผ่านการพูดคุย เขาค่อย ๆ พูดถึงเรื่องความเจ็บปวดของเขา
หยุนวู่เฟิงไม่พูดอะไร เขาเป็นเพียงผู้ฟัง ฟังอย่างเงียบ ๆ กับคำพูดของเจี้ยนเฉิน พร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายด้วยความอยากรู้