“ฉู่อี้เลิกคิ้ว “สิงจืออยากไปเรียนที่สำนักศึกษาหลวงอย่างนั้นหรือ?”
ยามค่ำมืดเช่นนี้กลับใช้กระบี่จี้คอ แล้วยังกรีดจนเป็นแผลเลือดซิบ เพียงเพื่อจะพูดเรื่องนี้กับเขางั้นหรือ?
จู่ๆ ฉู่อี้ก็รู้สึกถึงความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างที่ผุดขึ้นมาในใจ อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดว่าอวิ๋นฉี่เยว่จะทำเรื่องที่ไร้ความหมาย
อวิ๋นฉี่เยว่กล่าว “การเรียนรู้ให้มากย่อมเป็นสิ่งที่ดี”
ฉู่อี้ “ในเมื่อสิงจืออยากไป ก็ไปเถิด บังเอิญว่าอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาหลวงอย่างท่านลั่วอวิ๋นซิวติดหนี้บุญคุณข้าอยู่”
อวิ๋นฉี่เยว่ลุกขึ้นกล่าวลา “เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณท่านป๋อแล้ว!”
ฉู่อี้ลุกขึ้นเช่นกัน มองอวิ๋นฉี่เยว่หันหลังเดินจากไป ทว่าตอนที่อวิ๋นฉี่เยว่กำลังจะก้าวออกไป ฉู่อี้ก็เอ่ยขึ้น
“ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ อู๋ต๋า บุตรชายสายตรงคนที่สามของอู๋เยว่ และฉินเฟิง บุตรชายสายตรงคนรองของฉินหรง ล้วนศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาหลวง สิงจือ หากต่อไปเจ้าได้ยินข่าวคราวใดๆ ที่สำนักศึกษาหลวง อย่าลืมบอกข้าด้วยล่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อวิ๋นฉี่เยว่ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง หลังจากที่ฉู่อี้พูดจบ เขาก็ยกเท้าก้าวออกไป ก่อนจะหายลับไปในความมืด
ส่วนฉู่อี้เผยรอยยิ้มออกมา อวิ๋นฉี่เยว่ พันธมิตรใหม่ของเขาผู้นี้ ดีกว่าคนผู้นั้นในเมืองหลวงมากนัก อย่างไรเสีย คนผู้นั้นในเมืองหลวงก็เป็นพันธมิต