ั้นเขารู้สึกสับสน เขาพยายามที่จะใจเย็น เขาเองก็มีพลังวิญญาณนักรบแต่เขาไม่อาจจะหาวิธีบ่มเพาะมันได้ ผลก็คือพลังวิญญาณนักรบของเขาจึงถือว่ายังด้อยอยู่ เจี้ยนเฉินจำพลังวิญญาณนักรบที่ถูกใช้ระหว่างการต่อสู้ของฉิงฉันและ ผู้อาวุโสเหอเทียนทันที
แต่ผู้พิทักษ์ด้านหลังเจี้ยนเฉินต่างก็สสนใจสัตว์อสูรตรงหน้า ไม่มีใครเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเจี้ยนเฉินเลย
“ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นแค่ราชาเทพแต่เขากลับเหนือกว่าผู้อาวุโสเหอเทียนได้ มันมีราชาเทพเพียงคนเดียวที่ใช้พลังวิญญาณนักรบได้ — ฉิงฉันที่อยู่อันดับหนึ่งบนบัลลังก์ราชาเทพ” เจี้ยนเฉินคิด ไม่นานเขาก็เดาตัวตนของชายหนุ่มผู้นี้ออก พร้อมกับสายตาที่สั่นไหวขึ้นมา
การต่อสู้ระหว่างฉิงฉันกับเหอเทียนดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นพลังที่กระจายออกมาน่ากลัวยิ่งกว่าเก่า สุดท้ายแล้วผู้พิทักษ์ทั้งเจ็ดคนรอบตัวเจี้ยนเฉินและตงหลินหยานเซว่ก็รับรู้ถึงมันได้
ทั้งเจ็ดคนหันกลับไปมองด้านหลัง สายตาของพวกเขาไม่ได้ดีเท่ากับเจี้ยนเฉิน ดังนั้นพวกเขาจึงมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตาเปล่าได้ ผลก็คือพวกเขาต้องใช้การรับรู้วิญญาณ
แม้ว่าพวกเรขาจะสามารถใช้การรับรู้วิญญาณครอบคลุมระยะเขตหนึ่งได้ง่าย ๆ ในฐา