“เจ้าดูสภาพตอนนี้สิ บ้านช่องไม่เหมือนบ้าน! เจ้าสาม ครั้งนี้เจ้าก็ควรสำนึกผิดเสียบ้างได้แล้ว แก่จนอายุหกสิบแล้ว อย่าเอาความโง่เขลาลงไปในหลุมฝังศพเลย!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นพูดอย่างหมดอาลัยตายอยาก “ใช่แล้ว เดิมทีบ้านเราก็อยู่กันดีๆ แต่พอเจ้ารองกลับมา… ท่านว่า เจ้ารองอยู่ในเมืองหลวงสุขสบายดีอยู่แล้ว เหตุใดเขาจึงต้องกลับมาสร้างความวุ่นวายด้วยเล่า?”
อวิ๋นเจียหรงทนฟังต่อไปไม่ไหว ชี้นิ้วใส่ผู้เฒ่าอวิ๋นอย่างเหลืออด “เจ้า หัวจิตหัวใจของเจ้าไปไหนหมด? หรือเจ้ามันไม่มีหัวใจกันแน่? ยังกล้าโทษเจ้ารองอีก! โส่วจงเป็นลูกชายที่ดีเพียงใด คนอื่นอิจฉาแทบตาย แต่เจ้านี่นะ เรื่องอะไรก็โทษเขาไปหมด!”
“อะไรที่เรียกว่าเดิมทีก็อยู่กันดีๆ โส่วจงกลับมาแล้วทุกอย่างก็พังพินาศ? เจ้าหมายถึงเรื่องแยกบ้านใช่หรือไม่? เจ้าสาม ข้าไม่ได้จะว่าเจ้าหรอกนะ ก่อนที่พวกเจ้าจะแยกบ้านกัน ลองดูบ้านเจ้าใหญ่กับลูกๆ สิ ว่าพวกเขาทั้งสี่คนมีสภาพเป็นเช่นไร?”
“เสื้อผ้าก็ไม่มีสักตัวที่ดูดี มีแต่รอยปะชุนเต็มไปหมด เจ้าหูหนวกตาบอดหรือไร? ไม่รู้หรือว่าพวกชาวบ้านเขาพูดถึงเจ้าว่ายังไง? พูดลับหลังเจ้าว่ายังไง? นี่แยกบ้านกันนานเท่าไรเอง? สีหน้าของทุกคนในบ้านเจ้าใหญ่ก็เปลี่ยนไป ฉี่ชิ่งกับฉี่เสียงสองพี่น้องก็มีเนื้อมีหนังขึ้น แถมยังได้สวมเ