่ายดาย” เจี้ยนเฉินคิดกับตัวเอง เขายังคงจำฉากที่บรรพชนจากตระกูลเทพเจ้าแห่งไฟบีบบังคับให้เขาใช้พลังบรรพกาลจำนวนมากในการโจมตีที่เมืองแห่งเทพเจ้า
“ร่างบรรพกาลขั้นแรกนั้นเทียบเท่ากับชั้นสวรรค์ที่ 3 หากมียุทธภัณฑ์ผู้คุมกฎก็เพียงพอที่ข้าจะจัดการเซียนผู้คุมกฏชั้นสวรรค์ที่ 5 ยามนี้ข้าขึ้นมาอยู่ขั้น 2 พลังของข้าเทียบเท่าชั้นสวรรค์ที่ 7 อยากรู้นักว่าจะสังหารพวกชั้นสวรรค์ที่ 9 ได้หรือไม่หากใช้ยุทธภัณฑ์ผู้คุมกฎ”
“ดูตามความเร็วในการพัฒนาของข้าในยามนี้แล้ว ยามนี้เลื่อนขึ้นสู่ขั้น 3 ข้าอาจสามารถตัดผ่านจากเซียนผู้คุมกฏไปเป็นเซียนราชาก็เป็นได้” เจี้ยนเฉินตั้งความหวังรอแล้ว เพราะยามใดที่เขาเป็นเซียนราชา ยามนั้นเขาก็มีสิทธิ์มากพอจะเจรจาต่อรองกับตระกูลผู้พิทักษ์ทั้งสิบ
นั่นเป็นเพราะทุก ๆ ตระกูลผู้พิทักษ์นั้นมีเซียนราชาอยู่ไม่น้อย ไม่มีทางใส่ใจกับแค่เซียนผู้คุมกฎธรรมดา เพราะทั้งสิบตระกูลนั้นอยู่จุดสูงสุดของทวีปเทียนหยวนแล้ว ดังนั้นไม่มีทางที่จะหันมาฟังเซียนผู้คุมกฎเป็นแน่
เจี้ยนเฉินสงบสติลง สลัดอารมณ์ทิ้งไป ก่อนหลับตาแล้วเริ่มซึมซับพลังหยางสุดขั้วต่อไป
แม้จะเลื่อนมาเป็นขั้นที่ 2 แล้ว แต่พลังบรรพกาลในตันเถียนของเขายังเล็กเกินไป เขาต้องเพิ่มพลังให้เร็วที่สุด พลังหยางสุดขั้วที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เขาไม่สามารปล่อยทิ้งไปเฉย ๆ ได้ ส่วนแกนอสูรในวัตถุเซียนนั้น วันหนึ่งทั้งหมดจะถูกเขาดูดซับไปเ