แล้วเอ่ยว่า
“ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”
กล่าวจบ ก็จำใจต้องคีบขิงแผ่นหนึ่งขึ้นมาใส่ปากด้วยความอัดอัดเหลือแสน
ฮูหยินเมิ่งไม่กล้าเคี้ยวแรงนัก น้ำขิงที่กระจายออกมานั้นทั้งฉุนทั้งแสบคอยิ่ง ทว่าหากไม่เคี้ยวย่อมกลืนลงไปไม่ได้ เจ็บยาวมิสู้เจ็บสั้น นางจึงรีบเคี้ยวเสียให้จบๆ แล้วฝืนกลืนลงคอไปในคราเดียว
รสเผ็ดร้อนลากยาวตั้งแต่ปลายลิ้นลามไปถึงลำคอ และไปจบที่กระเพาะ
เมิ่งซีโจวจ้องมองนางด้วยสีหน้าคาดหวัง ราวกับพ่อครัวที่กำลังรอฟังคำติชมจากแขกผู้มาลิ้มลองอาหาร
“ท่านแม่ รสชาติเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? ถูกปากท่านแม่ดีหรือไม่?”
ฮูหยินเมิ่งวางสีหน้าแน่นิ่ง ใช้ช้อนตักข้าวกลบกลิ่นขิงที่เหลืออยู่ในชามอีกไม่กี่แผ่น หลังจากฝังมันลงไปใต้เมล็ดข้าวแล้ว จึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งซีโจว คำพูดคล้ายถูกรีดเค้นออกจากไรฟันทีละคำ
“แน่นอน เจ้าช่าง… มีน้ำใจนัก!”
เมิ่งซีโจวพลันแย้มยิ้มสดใสเจิดจ้า ราวกับได้รับคำชมยิ่งใหญ่จากฟากฟ้า
“ท่านแม่ชอบก็ดีแล้วเจ้าค่ะ! การได้แบ่งเบาภาระคลายกังวลให้ท่านแม่เช่นนี้ นับเป็นหน้าที่ที่ลูกพึงทำเจ้าค่ะ”
“อืม เช่นนี้จึงจะนับว่ากตัญญูอย่างแท้จริง”
นายหญิงเฒ่าพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ สายตาคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ กวาดมองผ่านเมิ่งชินรุ่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยเสริมอย่างมีความหมายแฝง