าเรียกข้าว่าผู้เฒ่าเซี่ยวก็ได้ หรือลุงเซี่ยว” ปู่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ใจดีหลังจากที่ทานอาหารเสร็จ เจี้ยนเฉินก็ตามผู้เฒ่าเซี่ยวไปที่ทุ่งข้าวโพด พร้อมกับแบกจอบไว้ที่บ่าของเขาในตอนที่เจี้ยนเฉินมองไปที่จอบบนไหล่ของเขา เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา“เป็นเพราะฐานะเจ้าที่เป็นชนชั้นสูงงั้นหรือ เจ้าถึงได้รู้สึกว่าจอบนี้มันน่าอายสำหรับเจ้า?” ใบหน้าของปู่ไม่ใจดีเหมือนตอนที่เขาอยู่ในหมู่บ้าน ในตอนนี้ เขาไร้อารมณ์ เหมือนว่าท่าทางใจดีของเขาจะมีเฉพาะตอนอยู่ในหมู่บ้านเท่านั้น“ผู้เฒ่าเซี่ยว ท่านเข้าใจผิดแล้ว นั่นไม่ใช่ความคิดของข้าเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าทำสวนด้วยจอบ ดังนั้นนี่จึงเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับข้า” เจี้ยนเฉินพยายามที่จะอธิบาย“อืม ดีแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะมีฐานะหรือความแข็งแกร่งขนาดไหน เจ้าต้องไม่หลงลืมตน การมีสติอยู่ตลอดนั้นสำคัญมาก คนต้องมีความเมตตาและจิตใจดีเพื่อที่จะเชี่ยวชาญได้ในระดับสูง ระวังสิ่งนี้ไว้ด้วย ! แม้ว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะและประสบความสำเร็จมานับไม่ถ้วน ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของเจ้าก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย” ผู้เฒ่าพูดขึ้นมา“ผู้เยาว์จะจำคำสั่งสอนเหล่านี้ไว้ ! ” เจี้ยนเฉินพูดออกมาอย่างถ่อมตนผู้เฒ่าเซี่ยวเดินต่อไปที่ทุ่งพร้อมด้วยจอบที่อยู่ในมือ “ข้ารู้ว่าหัวใจของเจ้าไม่ได้ไม่ได้เข้าใจความหมายของคำพูดของข้าอย่างแท้จริง แต่เจ้าต้องรู้ไว้ว่า ทุกคนที่อยู่ในทวีปที่เป็นเซียนผู้