ภายในท้องพระโรงอันโอ่อ่า บรรยากาศพลันเงียบงันราวต้องมนตร์
จ้าวเข่อหรันขมวดคิ้วเล็กน้อย
ใจพลันกระเพื่อมอย่างประหลาด นางใคร่
ครวญอยู่ในใจ บทกวีที่ตนเพิ่งร่ายออกไปนั้น…มีสิ่งใดผิดพลาดหรือ? เหตุใด ทุกผู้คนจึงนิ่งงัน สีหน้าราวกับถูกฟ้าผ่า มีกล่าวคําใดออกมา หรือว่ามันแย่ เกินไป จนไม่มีผู้ใดอยากเอ่ยชม?
แต่ในใจลึก ๆ นางมิได้คิดว่าบทกวีของตนด้อยค่า ถึงจะไม่เลิศเลอ ๆ เหนือฟ้า ก็มิใช่สิ่งที่ควรถูกเมินเฉยถึงเพียงนี้ เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงลม หายใจของผู้คนจึงค่อย ๆ กลับคืน จู่ ๆ ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อพลันลุกขึ้นจาก บัลลังก์มังกร ดวงตาเป็นประกาย
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
สุรเสียงของพระองค์กังวานสะเทือนทั่วท้องพระโรง
“เหวินจวิ้นจู่ บทกวีของเจ้านี้ ยกย่องว่าเป็นผลงานเอกแห่งยุค ก็ยัง
มิอาจนับว่าเกินเลยแม้แต่น้อย!”
༠།
จ้าวเข่อหรันจึงถอนหายใจเบา ๆ อย่างโล่งอก ที่แท้…มิใช่เพราะเลว ร้ายจนผู้คนอับจนคําพูด หากแต่เป็นเพราะสะเทือนใจเกินไป จนทุกคนลืม หายใจ ทว่านางกลับยิ้มอย่างถ่อมตน ในใจกลับคิดเงียบ ๆ ว่า บางที ฮ่องเต้อาจเอ็นดูนางเพราะเห็นแก่ชวี่ก็เป็นได้ แต่ความจริง…มิได้เป็นเช่นนั้น
เลย
ๆ
หลังจากนั้น เสียงฮือฮาก็ค่อย ๆ แผ่ซ่านราวคลื่นกระทบฝั่ง สายตา นับร้อยคู่จับจ้องไปยังหญิงสาวผู้ยืนสงบนิ่งกลางท้องพระโรง จ้าวเข่อหรัน…. หรือ? คุณหนูใหญ่แห่งจวนไท่ชื่อ ผู้มิได้โดดเด่นด้านรูปลักษณ์ มิได้ชอบ ออกงานสังคม ม