หลี่เฟยนิ่งคิดทบทวนอย่างจริงจัง ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ครั้งก่อน เจ้าก็ไม่ได้ตอบรับข้าจริง แต่เจ้าก็มิได้ปฏิเสธมิใช่หรือ? เจ้า บอกเพียงว่าจะทูลถามฝ่าบาทก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ”
ชูเฟยยิ้มบาง ดวงตาอ่อนหวานแต่แฝงความเย็นชา
“ท่านแม่เข้าใจผิดแล้ว ตัวข้าเพียงบอกว่าจะกราบทูลถามฝ่าบาท แต่ ไม่เคยเอ่ยสักคําว่าจะให้หยุนเอ๋อร์อภิเษกกับเข่อผึ้ง อีกทั้งบัดนี้ฝ่าบาทมี พระราชโองการจัดงานคัดเลือกพระชายาแล้ว เรื่องการอภิเษก
ยองหยุนเอ๋อร์ ย่อมมีเพียงฝ่าบาทเท่านั้นที่ทรงตัดสิน”
ฟังคําปฏิเสธซ้ําแล้วซ้ําเล่า หลี่เฟยเริ่มเดือดดาล
“เหมยเอ๋อร์ ข้าถามตรง ๆ เจ้าไม่อยากให้หยุนอ๋องแต่งกับเข่อพึงใช่ หรือไม่? หากไม่ใช่ เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่หาข้ออ้างเลี่ยงไปมา?”
ซูเฟยมองมารดาด้วยแววตาเยียบเย็น เต็มทีนางตั้งใจจะพูดให้เหลือ ทางถอยแก่กัน ทว่าเมื่อมารดายังดึงด้น นางก็ไม่จําเป็นต้องไว้หน้าอีกต่อไป
เสียงหัวเราะแผ่วเบาแต่เย็นเยียบด้ง ม
“ในเมื่อท่านแม่พูดถึงเพียงนี้ ตัวข้าก็จะไม่ปิดบังอีก ใช่แล้ว ข้าไม่เคย
คิตให้หยุนเอ๋อ แต่งกับเฃอผิง”
“ว่าอย่างไรนะ?” หลี่เฟยหน้า ต
“หมายความว่าเจ้าหลอกข้ามาตลอด?”
ชูเฟยทอดถอนใจ
ท่านแม่เองก็เป็นมารดา ย่อมเข้าใจความรู้สึกของข้าไม่ใช่หรือ? เหมือนครั้งนั้นที่ท่านคัดค้านไม่ให้พี่รองแต่งกับสกุลโจว วันนี้ข้าก็มีใจไม่ต่าง
จากท่านในวันนั้น”
คําเปรียบเทียบทําให้หลี่เฟยยิ่งขุ่นเคือง
“จะเอาเข่อผิงไปเที