ระยะทางจากจวนไท่ซือถึงจวนโหวเจิ้นเป่ยนั้น จะว่าไกลก็ไม่ไกล จะ ว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ ทว่าครั้นนั่งรถม้าผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ถึงที่หมาย
เมื่อรถม้าหยุดลง เบื้องหน้าที่ปรากฏคือประตูใหญ่สูงตระหง่านของจวน โหวเจิ้นเป่ย สิงโตหินสองตัวตั้งตระหง่านดุจผู้พิทักษ์อํานาจ แผ่รัศมีข่ม ขวัญผู้มาเยือน ป้ายไม้เหนือประตูสลักคําว่า “จวนโหวผู้พิทักษ์แดนเหนือ” ตัวอักษรพริ้วไหวดุจเมฆลอย ลายพู่กันเฉียบคมราวม้าศึกหลุดบังเหียน ทะยานกลางเวหา เปี่ยมชีวิตชีวาจนผู้มองอดสะท้านมิได้ แม้ผ่านกาลเวลา
ฝนลมกลับยิ่งทวีความหนักแน่นดุจภูผา
จ้าวเข่อหรันลงจากรถม้าโดยมีหลงเอ๋อ และ อเชียงประคอง สายตา กวาดมองทุกสิ่งอย่างเงียบงัน สถานที่คุ้นเคย ทว่าหัวใจกลับแปลกแยก
“คุณชายใหญ่กลับมาแล้วหรือขอรับ”
ชายชราผมขาวโพลนก้าวเข้ามาต้อนรับ สีหน้าสงบมั่นคง เขาคือฟู ป๋อ พ่อบ้านผู้ดูแลจวนแห่งนี้มาหลายสิบปี ผู้เป็นดั่งเงาของโหวเจิ้นเป่ยคน ปัจจุบัน ท่านโหวจ้าวหลิน แม้เป็นเพียงบ่าว แต่ไม่มีผู้ใดในจวนกล้าดูแคลน เขา เพราะเขาคือผู้ที่ท่านโหวจ้าวหลินไว้วางใจยิ่งกว่าผู้ใด เรื่องสําคัญใด ๆ ล้วนปรึกษาเขาเสมอ จ้าวชงเอ่ยด้วยน้ําเสียงให้เกียรติ
“ลําบากพ่อบ้านฟูป๋อแล้ว”
“เป็นหน้าที่ของบ่าวขอรับ” พ่อบ้านฟูป๊อบึ้มบาง ๆ จ้าวเข่อหรันมองภาพนั้นอย่างเงียบงัน นางรู้ดี ตราบใดที่ท่านปู่ยังมี ได้เลือกผู้สืบทอด ตําแหน่งพ่อบ้านผู้นี้ก็เปรียบดั่งลิ้นชักเก็บความ