ิงก็อดไม่ได้ที่ความน่าเชื่อถือที่มีจะลดน้อยลงไปอีก
“ลองก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที”
จินเฟิงถอยหลังไปสองสามก้าว จากนั้นก็มองหาก้อนหินในบริเวณนั้นและหย่อนกายนั่งลง
“เหอเหว่ย เจ้าไปลองดูสิ”
“รับทราบขอรับ!”
จากนั้นองครักษ์ก็ขี่ม้าปลีกออกมาจากขบวนด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก
ทว่านี่คือคำสั่งของชิ่งไหว แม้ว่าทหารอย่างเขาจะไม่พอใจก็ทำได้เพียงขี่ม้าออกมาเพื่อทำตามคำสั่งเท่านั้น
เขาไม่กล้าแสดงอารมณ์ไม่พอใจต่อท่านโหว จึงหันไปหาจินเฟิงอย่างหงุดหงิด “ท่านอาจารย์ ข้าต้องทำอย่างไรหรือ?”
“เพียงแค่ขี่ม้าผ่านลวดหนามก็พอแล้ว”
จินเฟิงไม่สนใจการแสดงออกที่ดูไม่สบอารมณ์ขององครักษ์ผู้นี้นัก จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่ลวดหนามนั้นพร้อมรอยยิ้ม
“ไป!”
องครักษ์ใช้ขาทั้งสองหนีบเข้าที่ท้องม้า จากนั้นม้าศึกก็เริ่มวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปทันที
เมื่อม้าศึกก้าวขาเข้าไปในรั้วลวดหนาม กีบเท้าของมันก็ถูกลวดหนามเหล่านั้นดีดตัวพันรอบขาทันที
ลวดหนามนั้นปักเข้าไปลึกระดับหนึ่ง
ม้าศึกทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด มันพยายามที่จะสะบัดลวดหนามออกจากเท้า แต่เมื่อมันสะบัดและดิ้นมากเท่าไร ลวดก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นเท่านั้น จากนั้นม้าศึกก็ล้มลงกับพื้นอย่างช่วยไม่ได้
โชคดีที่องครักษ์เตรียมพร้อมไว้แล้ว พอม้าล้มลงเขาก็กลิ้งตัวไปด้านข้างเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทับทันที
พอมองย้อนกลับไป เขาก็เห็นว่ากีบเท้าของม้าทั้งสองข้างตะเกียกตะกายไม่หยุด เหมือนมันจะพยายามเอาลวดหนามที่รัดอ