ี่เจ้าคิด! สำนักลั่วเยว่ของพวกเรามีชื่อเสียงมาก สำนักได้ก่อตั้งมาหลานพันปีแล้ว…”
ผู้อาวุโสหูยังคงเล่าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของสำนักลั่วเยว่ด้วยความพยายามอย่างสุดชีวิต
ทว่า มู่เฉียนซียังคงไม่สนใจอยู่ดี
ผู้อาวุโสหูทำได้เพียงแค่ทอดถอนใจ “สาวน้อย เจ้าไม่มีความคิดเข้าสำนักจริง ๆ เหรอ?”
มู่เฉียนซีกล่าว “ตอนนี้ข้ายังไม่อยากเข้าร่วมสำนัก เมื่อถึงเวลาของมัน ก็จะมีความคิดนั้นขึ้นมาเอง เช่นนั้นแล้วข้าจะเอาสำนักลั่วเยว่มาพิจารณาด้วยก็แล้วกัน”
“เฮ้อ! ช่างเถอะ! ในเมื่อเจ้าไม่อยากไป ข้าก็ไม่อยากฝืนบังคับใจเจ้า! ชะตากรรมของสำนักลั่วเยว่พวกเราใกล้จะถึงที่สิ้นสุดแล้ว ยี่สิบปีก่อน สำนักลั่วเยว่ของพวกเราไม่ได้มีสภาพการณ์เช่นนี้”
“ตอนนั้นหัวหน้าสำนักของพวกเราเป็นสหายรักกับองค์ชายเฟิงอวิ๋น เป็นช่วงเวลาที่สำนักลั่วเยว่รุ่งโรจน์มาก…”
“ช้าก่อน!” ในตอนนี้เอง น้ำเสียงของมู่เฉียนซีก็สั่นเครือขึ้นเล็กน้อย
“องค์ชายเฟิงอวิ๋นที่ท่านกล่าวถึงคือใครกัน?” มู่เฉียนซีกล่าวถาม
ศิษย์พี่หลิวกล่าว “ผู้อาวุโสหูกล่าวถึงคนผู้นั้นข้างนอกเช่นนี้มีแต่จะทำให้ชื่อเสียงของสำนักลั่วเยว่แปดเปื้อน! หากไม่ใช่เพราะว่าท่านเจ้าสำนักของพวกเราเคยช่วยเหลือคนผู้นั้นไว้ ตอนนี้สำนักของพวกเราคงไม่ต้องถูกสำนักใหญ่ ๆ กดดันโจมตี ตอนนี้แม้แต่สถานะของกองกำลังระดับสามของพวกเราก็แทบจะรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว”
.