ามแสงหนึ่งพุ่งไปที่เยี่ยเฉีย
อินรั่วเฉินกล่าว “วิญญาณลิขิตสวรรค์ ใช่สิ่งที่เผ่าชั่วร้ายเช่นเจ้าจะละโมบโลภมากได้อย่างนั้นเหรอ ลิขิตสวรรค์ ผู้ใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้”
เยี่ยเฉียหัวเราะขึ้นก่อนจะกล่าวออกมาว่า “เป็นถึงผู้คุมวิญญาณลิขิตสวรรค์ที่เติบโตเต็มวัยแล้ว แต่พลังของนางตอนนี้กลับอ่อนแอยิ่งนัก ไม่ต่างอะไรกับแมวน้อยตัวหนึ่งที่จะบีบเมื่อไรก็ตายได้เมื่อนั้น นางไม่มีความสามารถนั้นหรอก”
เยี่ยเฉียยิ้มอย่างชั่วร้ายพลางกล่าว “พวกเจ้ามันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าหรอก”
“วิญญาณร้ายแผดเผา!”
เยี่ยเฉียถูกพลังกลุ่มหนึ่งห่อหุ้มเอาไว้ และพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ซ่านออกมา
อินรั่วเฉินกล่าว “แม่นางมู่ เราประเมินเขาต่ำเกินไปแล้ว รีบหนีเถอะ ขอโทษด้วยที่ข้าทำให้เจ้าลำบากเข้าแล้ว”
กลอุบายของเจ้าตัวประหลาดที่ไม่รู้ว่ามีชีวิตมานานมากเพียงใดแล้วผู้นี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะจินตนาการได้
เยี่ยเฉียกล่าว “หนีอย่างนั้นเหรอ ที่นี่มันเป็นมิติของข้า พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าจะหนีไปได้อย่างนั้นเหรอ?”
“เยี่ยเฉีย ข้าไม่ได้บอกสักหน่อยว่าข้าจะหนี!”
“อินรั่วเฉิน สู้เถอะ!”
พลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วทุกแห่งหน มือของเยี่ยเฉียพุ่งจะจับไปที่มู่เฉียนซี
ลำแสงสีทองอร่ามได้ก่อตัวเป็นวงล้อมสกัดกั้นการโจมตีให้กับมู่เฉียนซี และในตอนนี้เองคมศรสีดำนับไม่ถ้วนก็พุ่งออกมา
ปัง ปัง ปัง!
จำนวนคมศรนั้นหนาแน่นเกินไปจนทะลุเกราะป้องกันของอินรั่วเฉิน