หลังจากที่เปิดปราการป้องกันได้แล้ว มู่เฉียนซีก็กล่าวว่า “เสี่ยวไป๋ เราเข้าไปกันเถอะ!”
หลังจากที่มู่เฉียนซีเข้าไปก็พบว่าประตูปราการนั้นไม่ได้ปิดลง แต่กลับเปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย
ลมร้อนอันน่าสะพรึงกลัวได้ก่อตัวเป็นพายุพัดกระโชกไป ทำให้ผู้คนจำนวนมากสังเกตเห็นถึงสถานที่ตรงนี้
“เจอแล้ว! อยู่ทางนั้น!”
“ตรงนั้น!”
“เร็ว…”
ตำแหน่งยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คนจำนวนมากต่างพากันมาที่ประตูปราการนี้
ส่วนมู่เฉียนซีกับกู้ไป๋อีในตอนนี้ก็ได้เดินเข้าไปในมิติที่มืดสนิทมิติหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่พวกเขาเข้าไปได้ไม่นานก็เห็นกับเปลวไฟสีทองลูกหนึ่งลอยที่อยู่กลางอากาศราวกับเป็นตะเกียงไฟก็มิปาน
เปลวไฟนี้แตกต่างไปจากเปลวไฟของกระบี่มังกรเพลิงไปโดยสิ้นเชิง
วิ้ง! ในขณะที่เปลวไฟนี้ปรากฏขึ้น กระบี่มังกรเพลิงก็เกิดการตอบสนองความเป็นศัตรูกับเปลวไฟนี้
“กลิ่นอายนี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก!” เสี่ยวหงตื่นขึ้นมาด้วยอาการสะลึมสะลือ จากนั้นมันก็มองไปที่เปลวไฟสีทองที่ปรากฏอยู่กลางอากาศนั้น
“นายท่าน ที่นี่ไม่ได้มีเพียงแค่ฝักกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์เท่านั้น นายท่านระวังตัวด้วย”
ทันทีที่เสี่ยวหงกล่าวจบ เปลวไฟสีทองที่อยู่กลางอากาศนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นค่ายกลขึ้นมา
ชั่วพริบตาเดียวมิติก็เปลี่ยนไปแล้ว
“ซีเอ๋อร์!”
“ท่านหัวหน้าตำหนัก!”
“ประมุขน้อย!”
ทุกคนถูกแยกออกจากกัน สีหน้าของมู่เฉียนซีเคร่งขรึมขึ้น
“เสี่ยวไป๋!”
เสี่ยวหงกล่าว “เป็นมันจ