มู่เฉียนซีเงยหน้ามองอวี้ปิงชิง ก่อนจะกล่าวว่า “ได้ยินคำพูดนี้ของคุณหนูอวี้แล้ว ดูเหมือนว่าจะรอคอยการได้ต่อสู้กับข้ามาก”
“อัจฉริยะที่ท่านหัวหน้าตำหนักส่งมา ชิงเอ๋อร์ย่อมอยากขอคำแนะนำอยู่แล้ว”
อวี้ปิงชิงพยายามทำให้น้ำเสียงของตนเองเรียบนิ่งมากที่สุด
อย่างไรเสีย เขาก็ชมการประลองอยู่ด้วย ไม่อาจเสียบุคลิกท่าทางต่อหน้าเขาได้
“ข้าจะทำให้เจ้ารู้ถึงความเก่งกาจของข้า!” มู่เฉียนซียิ้มพลางกล่าว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าเด็กผู้นี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริง ๆ ด้วย กล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับท่านธิดาศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง”
“ต้องรู้เอาไว้นะว่าท่านธิดาศักดิ์สิทธิ์เป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตำหนักเป่ยหาน เป็นอัจฉริยะที่ทะลวงพลังขั้นมหาจักรพรรดิแห่งภูตระดับหกได้คนแรก ๆ เลยนะ”
“เกรงว่าพลังของนางจะแข็งแกร่งกว่านายน้อยใหญ่ด้วยซ้ำ!”
ถึงแม้ว่าสถานะของอวี้ปิงชิงนั้นจะถูกปลดไปแล้ว แต่ทุกคนก็ยังคุ้นชินกับการที่จะเรียกนางเช่นนี้
ความเย่อหยิ่งของมู่เฉียนซีฉีกหน้ากากจอมปลอมนั้นของอวี้ปิงชิงได้อย่างง่ายดาย
ในแววตาคู่นั้นของอวี้ปิงชิงมีความเย็นชาที่ไม่สามารถปกปิดได้ และจิตสังหารก็พรั่งพรูออกมา
“เช่นนั้นก็ทำให้ข้าเห็นเถอะ ว่าเจ้ามันเก่งกาจมากเพียงใด!”
วินาทีหลังจากที่ผู้ตัดสินประกาศเริ่มการประลอง ร่างในชุดขาวของอวี้ปิงชิงก็กระโจนออกไปราวกับลมพายุ
ในขณะที่นางกระโจนออกไปนั้น น้ำแข็งอันเย็นยะเย