นับตั้งแต่มู่หรงเฉียนเยี่ยผู้นี้ปรากฏตัวขึ้น ท่านหัวหน้าตำหนักก็ยิ่งทำตามอำเภอใจตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเขาจะทำเช่นไรกับท่านหัวหน้าตำหนักที่เอาแต่ใจผู้นี้ดีล่ะ จะทำอะไรได้ล่ะ มีแต่ต้องยอม!
ผู้อาวุโสสูงสุดเฒ่าเจ้าเล่ห์รีบไกล่เกลี่ยขึ้นทันที เขาหรี่ตายิ้มพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับมู่หรงเฉียนเยี่ยด้วย ให้เขานั่งฟังด้วยก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร”
ครั้นแล้วกู้ไป๋อีจึงเดินนำมู่เฉียนซีมานั่งตำแหน่งหลัก ส่วนมู่เฉียนซีก็นั่งอยู่ข้าง ๆ เขา
เผชิญหน้ากับสายตาที่คมกริบของตาเฒ่าเหล่านี้ ใบหน้าของมู่เฉียนซีดูสุขุมไม่สะทกสะท้านราวกับไม่ได้รู้สึกอะไรเลยก็มิปาน
ท่านหัวหน้าตำหนักมาถึงแล้ว ผู้อาวุโสสูงสุดก็กล่าวขึ้นว่า “ท่านหัวหน้าตำหนัก ตำแหน่งนายน้อยของตำหนักของตำหนักเป่ยหานก็ว่างมานานกว่าสิบปีแล้ว เฟิงอวิ๋นซิวนายน้อยตำหนักตงจี๋มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วในดินแดนสี่ทิศ ตำหนักเป่ยหานของพวกเราก็ควรจะคัดเลือกนายน้อยตำหนักได้แล้วนะขอรับ”
“พวกเรากำลังคิดว่าจะจัดการทดสอบขึ้นเพื่อคัดเลือกนายน้อยของตำหนัก เมื่อถึงตอนนั้นได้โปรดท่านหัวหน้าตำหนักช่วยอบรมฝึกฝนผู้สืบทอดคนต่อไปของตำหนักเป่ยหานด้วยขอรับ”
อบรมฝึกฝน นั่นไม่ใช่เป็นการเสนอให้เขารับศิษย์หรอกเหรอ
“ไม่!” กู้ไป๋อีกล่าวอย่างเฉยเมย
“ตำหนักเป่ยหานไม่มีนายน้อยตำหนักก็ไม่เป็นไร มีข้าอยู่ ตำแหน่งของตำหนักเป่ยหานจะไม่สั่นคลอน”
ผู้อาวุโสคนอื่นหลา