นเหลืออยู่เพียงแค่สิบคนเท่านั้น และแน่นอนว่ามู่เฉียนซีเองก็เป็นหนึ่งในสิบคนที่เหลือ
โชคของมู่เฉียนซีนับว่าไม่เลวเลย คนที่อยู่บนลานประลองนี้มีพลังสูงสุดเพียงแค่ขั้นจักรพรรดิแห่งภูตระดับเจ็ดเท่านั้น รับมือได้ไม่ยากเลย
“บุปผาหลั่งสายฝน!”
“มังกรวารีสะท้านสวรรค์!”
“มังกรวารีพิฆาต!”
ทักษะวิญญาณพลังธาตุวารีมากมายหลากหลายชนิดที่ดูเหมือนว่าจะใช้อย่างไรพลังวิญญาณก็ไม่มีวันหมดนี้ ทำให้มู่เฉียนซีโจมตีคนเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้านี่มันช่างกล้าหาญจริง ๆ นึกไม่ถึงเลยว่าจะรับมือต่อสู้กับพวกเราทั้งเก้าคนได้ กำจัดมันก่อนก็แล้วกัน!”
“กำจัดเจ้าหนุ่มนี่ก่อน!”
ในขณะที่พวกเขาพุ่งเข้าไปนั้น มู่เฉียนซีก็หลบหลีกไปได้อย่างสบายราวกับนกนางแอ่น ความเร็วของคนเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะกล่าวถึงเลย!
ทันทีที่มือของมู่เฉียนซีขยับก็สามารถผลักพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
ปัง ปัง ปัง! หลาย ๆ คนถูกนางโจมตีจนกระเด็นลอยออกไปจากลานประลอง
นายน้อยห้ากล่าว “เจ้านี่ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่จักรพรรดิแห่งภูตระดับห้า แต่ทักษะวิญญาณของมันแข็งแกร่งมาก คนเหล่านี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน ด่านนี้มันต้องชนะแน่นอน”
นายน้อยเจ็ดกล่าวเสียงขรึมว่า “ให้มันชนะก็ดีเหมือนกัน ยิ่งได้เข้าตำหนักเป่ยหานได้ก็ยิ่งดี ถึงเวลานั้นคอยดูก็แล้วกันว่าข้าจะจัดการมันเช่นไร”
ครั้นแล้วก็เป็นอย่างที่นายน้อยห้ากล่าวเอาไว้จริง ๆ การประลองยุทธ์ในด่านนี้มู่เฉียนซีชนะอย่างไม่ต้อง