ือตะลึงงัน กลับนามสกุลมู่เช่นเดียวกัน แต่ถ้าเป็นนามสกุลมู่ของราชวงศ์จักรพรรดิตะวันออกจริง ๆ นางก็คงไม่มีทางมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้าชื่อเหลิ่งหนิงจือ”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ต่อไป ข้าจะฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่เพื่อเพิ่มระดับความแข็งแกร่ง ส่วนเจ้าก็จงพักฟื้นให้ดีเถอะ!”
หลังจากพูดชัดเจน มู่เฉียนซีก็เริ่มฝึกบำเพ็ญ
เหลิ่งหนิงจือมองไปที่มู่เฉียนซีจากด้านข้าง จับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาและต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง
ทั้งที่ความแข็งแกร่งเพียงระดับจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่หนึ่ง แต่กลับมีทักษะวิญญาณกระบี่ที่แข็งแกร่งและการต่อสู้ข้ามระดับก็ไม่ใช่ปัญหา
ในหมู่คนที่นางรู้จัก อย่างเช่นมู่หลินหลางเอง ตอนอยู่ในระดับจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่หนึ่ง ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพการต่อสู้เช่นนี้
จากนั้นมู่เฉียนซีก็คว้าสมุนไพรวิญญาณและกวาดมันออกไป เหลิ่งหนิงจือสงสัยว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้ต้องเป็นนักปรุงยาอีกทั้งระดับไม่ต่ำด้วย
มิฉะนั้นแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้ยากินเป็นถั่วน้ำตาลเช่นนี้ และยังมีความสามารถรักษานางอีกด้วย
หลังจากต่อสู้ไปสองสามวัน มู่เฉียนซีไม่ได้พบเจอใครสักคน และไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน ในเวลานี้เอง นางก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “ลูกพี่! ดูเร็ว มีสองสาวงามอยู่ด้านนั้น!”