ขายหน้าไปทั่วทั้งโลกทั้งสี่ทิศ!”
ไป๋เหยียนเอ๋อร์กล่าว “มู่เฉียนซี ข้าว่าเจ้าคงจะอิจฉาที่ข้ามีบิดาที่เก่งกาจกระมัง! บิดาผู้นั้นของเจ้าเป็นผู้ไร้ประโยชน์ และยิ่งในตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนใด เจ้าจะอิจฉาข้านั่นก็เป็นสิ่งที่สมควร!”
ทันทีที่ไป๋เหยียนเอ๋อร์โบกมือ กลิ่นอายอันเย็นเยือกและมืดมิดก็ได้พุ่งจู่โจมไปทางมู่เฉียนซี
ปราณกระบี่ปราณหนึ่งได้หยุดยั้งการโจมตีของไป๋เหยียนเอ๋อร์เอาไว้ในทันที เสียงอันเย่อหยิ่งเสียงหนึ่งได้ลอยเข้ามา “ช่างน่าขันจริง เจ้ามีตรงไหนที่ควรค่าให้ซีเอ๋อร์ของข้าไปอิจฉา”
บุรุษชุดดำสวมหน้ากากผู้หนึ่งพุ่งออกมาพร้อมกับกระบี่ยาวธรรมดาสามัญเล่มหนึ่ง
เขาได้ทำการอำพรางน้ำเสียงของตนเองเอาไว้ แต่มู่เฉียนซีก็รู้ว่าผู้ที่มานั้นเป็นใคร…อารอง!
เพราะไม่อยากให้หลิงถูกผู้อาวุโสสูงสุดของตำหนักเป่ยหานรู้สึกถึงตัวตนของเขาได้ มู่เฉียนซีจึงมิได้ให้เขาเข้าร่วมการเข้าให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเขาจะไม่เชื่อฟังและมิได้จากไปพร้อมกับพวกจื่อโยว แต่กลับมายังที่นี่!
ไป๋อู๋ห่ายกล่าว “เจ้าเป็นใคร?”
หลิงโบกสะบัดกระบี่ในมือแล้วกล่าว “แน่นอนว่าเป็นผู้ที่จะมาเอาชีวิตสุนัขของพวกเจ้า พวกเจ้าสองพ่อลูกกลับร่วมมือกันมารังแกซีเอ๋อร์ของข้า รนหาที่ตายนัก!”
“ซีเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องทำอะไร เจ้าสองคนนี้ข้าจะจัดการเอง!” หลิงเองก็มองออกว่ามู่เฉียนซีได้รับบาดเจ็บอย่างหนักและไม่สามารถลงมือได้ถนัด