เมื่อมู่เฉียนซีตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าตนเองถูกของหนักบางอย่างทับจนหายใจไม่ออก
เพราะกลอุบายของจิ่วเยี่ย มู่เฉียนซีที่นอนหลับไปทำให้พลังจิตฟื้นฟูกลับมาเกินครึ่ง เพียงแต่ว่า เมื่อเห็นร่างใหญ่ที่ทับอยู่บนร่างของนางนั้น นางก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก
“เจ้าตื่นแล้วเหรอ!” จิ่วเยี่ยกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งดุจดั่งสัตว์ร้ายที่พร้อมจะพุ่งออกมาจากกรงก็มิปาน
มู่เฉียนซีอยากจะหลับตาแสร้งทำเป็นยังไม่ตื่น แต่นางไม่สามารถหลอกคนอย่างจิ่วเยี่ยได้เลย
“อือ!” ริมฝีปากของมู่เฉียนซีถูกริมฝีปากของจิ่วเยี่ยกดทับและกัดเซาะอย่างท่วมท้น
จิ่วเยี่ยที่อดทนมาทั้งคืน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
นานมากกว่าจิ่วเยี่ยจะปล่อยมู่เฉียนซี มู่เฉียนซีกล่าวด้วยความตกใจว่า “จิ่วเยี่ย เจ้าไม่ได้ยับยั้งเอาไว้เหรอ”
จิ่วเยี่ยกล่าวเสียงต่ำว่า “ยับยั้งแล้ว แต่ว่าข้าคิดถึงเจ้า…”
“ข้าคิดถึงเจ้ามาก ซี ค่อย ๆ รับรู้ความรู้สึกนี้ของข้านะ!”
“ขะ ข้าไม่…”
เสื้อผ้าถูกกระชากออก ภายในชั่วครู่มู่เฉียนซีก็ไม่สามารถพูดออกมาเป็นประโยคได้แล้ว
แววตาของจิ่วเยี่ยลุกโชนขึ้น เขาคิดเรื่องนี้อยู่หลายครั้งมาทั้งคืน ตอนนี้ได้ลงมือแล้ว แน่นอนว่าเขาเปรียบเสมือนสัตว์ร้ายผู้หิวโหยตัวหนึ่งที่กำลังกลืนกินอาหารอันโอชะจานนี้อย่างเพลิดเพลิน
เมื่อปล่อยตัวครั้งหนึ่ง กลับทำให้จิ่วเยี่ยยิ่งละโมบโลภมากขึ้น
มู่เฉียนซีหายใจอย่างกระหืดกระหอบพลางกล่าว “เจ้าไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหม?”
ม