่สุด ดังนั้นเขาจึงลงมืออย่างไม่ลังเล
มู่เฉียนซีโกรธเกรี้ยวเข้าแล้ว ทันทีที่เงาร่างสีม่วงขยับตัว กระบี่อันเย็นยะเยือกเล่มหนึ่งก็ได้ขวางกั้นที่ด้านหน้าของเฟิงอวิ๋นซิวเอาไว้
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มือของเจ้าได้บาดเจ็บจนเป็นเช่นนี้แล้ว เจ้ายังอยากที่จะชิงกระบี่ไป?”
“เฉียนซี…” เฟิงอวิ๋นซิวมองเห็นมู่เฉียนซีที่ยืนอยู่เบื้องหน้า น้ำเสียงของเขาค่อนข้างแหบแห้ง
“ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจอยู่ เช่นนั้นก็จะไม่ยอมแพ้แน่! ในตอนนั้นพวกเราได้สัญญากันเอาไว้แล้วว่าหากทันทีที่หากระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์พบ ต่างคนต่างเอาความสามารถของตนเองเข้าช่วงชิง ข้าไม่อยากที่จะสู้รบกับเจ้า แต่วันนี้คงไม่อาจที่จะหลีกได้พ้นแล้ว”
มู่เฉียนซียิ้มออกมา “ขอแค่เพียงมีลมหายใจอยู่เจ้าก็จะไม่ยอมแพ้เหรอ? ได้ เช่นนั้นข้าก็จะทำให้เจ้าสิ้นลมไปทันใดเสีย”
เฟิงอวิ๋นซิวเผยรอยยิ้มอันขมขื่น “เจ้าต้องการจะฆ่าข้า?”
“เป็นเจ้าเองที่รนหาที่ตาย”
มู่เฉียนซีได้เก็บกระบี่เข้าฝักไปแล้วกล่าว “แต่มือของเจ้าบาดเจ็บไม่สามารถที่จะใช้กระบี่ได้ ข้าเองก็ไม่อาจที่จะรังแกเจ้าได้ มาใช้ทักษะวิญญาณตัดสินแพ้ชนะกันเถอะ!”
มู่เฉียนซีชิงลงมือก่อนเพื่อความได้เปรียบ พลังหัตถ์พลังหนึ่งได้พุ่งออกไป!
“ทักษะเทียนซวน!”
“วายุย้อนกลับพิฆาต!”
ปัง! การโจมตีของทั้งสองปะทะเข้าด้วยกัน ที่รอบด้านนั้นมีเสียงของลมที่หวีดหวิวฉีกขาดลอยออกไป
ปัก ปัก ปัก! ในตอนที่เฟิงอวิ๋นซิวต่อสู