้น หากต้องการจะทำลายพวกเราก็คงจะทำไปนานแล้ว”
“ออกเดินทาง เราจะไปเมืองหมอกพิรุณ!”
เรื่องนี้ มู่เฉียนซีไม่รู้เลยตั้งแต่ต้น
จนกระทั่งท่านเจ้าเมืองอวิ๋นปราบเมืองหมอกพิรุณสำเร็จแล้ว และมากล่าวขอบคุณ นางถึงจะรู้
“พวกเจ้าว่าจิ่วเยี่ยเป็นคนลงมือจัดการเมืองหมอกพิรุณอย่างนั้นเหรอ?”
อวิ๋นเทียนจ้านกล่าว “ถูกต้อง! หากไม่ใช่เพราะท่านจิ่วเยี่ย คาดว่าพวกเราก็คงไม่มีทางเอาชนะเมืองหมอกพิรุณได้เป็นแน่ ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านจิ่วเยี่ยมาก ๆ”
มู่เฉียนซีพยักหน้าพลางกล่าว “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านเจ้าเมืองไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก พวกเจ้ามีอันใดทำก็ไปทำเถอะ!”
เมื่อท่านเจ้าเมืองอวิ๋นเดินออกไป มู่เฉียนซีก็เผยสีหน้าที่ชั่วร้ายขึ้น
นางตะโกนขึ้นว่า “หวงจิ่วเยี่ย ออกมาเดี๋ยวนี้!”
จู่ ๆ จิ่วเยี่ยก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังมู่เฉียนซี จากนั้นก็กอดนางไว้ในอ้อมกอด
เขากระซิบข้างหูมู่เฉียนซีว่า “ซี คิดถึงข้าแล้วเหรอ?”
มือข้างหนึ่งของมู่เฉียนซียกขึ้นและโจมตีเขาด้วยข้อศอกพลางกล่าว “ปล่อยข้านะ!”
จิ่วเยี่ยไม่ได้หลบแต่อย่างใด แรงน้อยแค่นี้ไม่ได้ทำให้เขาเจ็บได้เลยแม้แต่น้อย
“ไม่ปล่อย!”
มู่เฉียนซีขมวดคิ้วขึ้นพลางกล่าวว่า “องค์ชายจิ่วเยี่ยกลายเป็นวีรบุรุษตั้งแต่เมื่อใดกันแล้ว ออกนอกเมืองไปคนเดียว ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ”
จิ่วเยี่ยกอดมู่เฉียนซีแน่นขึ้น เขากัดหูมู่เฉียนซีเบา ๆ ก่อนจะกล่าวว่า “ซีประเมินความแข็งแกร่งบุรุษของตัวเองสูงเกินไปแล้ว”
“ต