นเสี่ยง ๆ หลังจากที่เกิดการต่อสู้แล้ว เขาก็ไม่พบเงาร่างแม้แต่เงาเดียว
“ไป๋อู๋ห่าย นี่เจ้ากล้าแตะต้องคนของข้าอย่างนั้นเหรอ”
ร่างในชุดม่วงกระโจนเคลื่อนไหวมา ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก
กลิ่นอายจาง ๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในบริเวณโดยรอบนางคุ้นเคยเป็นอย่างมาก มันเป็นกลิ่นอายของชิงอิ่ง
ถูกเด็กที่อ่อนวัยกว่าเรียกชื่ออย่างไร้มารยาทเช่นนี้ ไป๋อู๋ห่ายก็โกรธเกรี้ยวขึ้นแล้ว
“สาวน้อย เจ้าอย่าคิดว่าเจ้ามีหมอปีศาจคอยหนุนหลังอยู่แล้วเจ้าจะทำตัวไร้มารยาทเช่นไรก็ได้นะ ข้าก็เพิ่งจะมาถึงเมื่อครู่นี่เอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
มู่เฉียนซีกล่าว “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเจ้าอย่างนั้นเหรอ?”
“หากเจ้าไม่เชื่อข้า ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนสาวน้อยเช่นเจ้าแทนหมอปีศาจ”
ไป๋อู๋ห่ายยังไม่ทันได้ลงมือ ร่างในชุดดำแดงร่างหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้นขวางหน้ามู่เฉียนซีไว้
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าวเสียงขรึมว่า “หัวหน้าตำหนัก หมอปีศาจเป็นคนเช่นไร ในใจท่านก็น่าจะรู้ดี หากท่านไม่อยากให้ตำหนักตงจี๋ถูกทำลายล้างแล้วละก็ อย่าลงมือทำเรื่องที่ไม่ควรจะดีกว่า”
ไป๋อู๋ห่ายกล่าว “เพราะว่ารูปร่างหน้าตาของสาวน้อยผู้นี้ใช่หรือไม่ ถึงทำให้เจ้าปกป้องนางได้ถึงเพียงนี้ จนกระทั่งยอมวางตัวเป็นศัตรูกับข้า”
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าว “นางเป็นสหายของข้า!”
สีหน้าของไป๋อู๋ห่ายยิ่งเย็นชามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เฟิงอวิ๋นซิวนั้นกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น