มู่เฉียนซีเหลือบมองไปทางเขาแล้วกล่าว “เจ้าไม่ต้องมาสนใจว่าข้ากินอะไรถึงได้เติบโตมา อย่างไรเสียข้าก็ไม่ได้กินมากดั่งเช่นเจ้าก็แล้วกัน เจ้าตะกละ”
จากนั้นมู่เฉียนซีก็ได้แผ่ซ่านพลังวิญญาณออกมา ทำให้ไป๋อู๋ห่ายที่กำลังต่อสู้อยู่กับชิงอิ่งนั้นเชื่องช้าลง
มันกลับมีผู้ที่แผ่ซ่านพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งเช่นนี้ออกมาได้
เจ้าของพลังวิญญาณนี้ก็คือหมอปีศาจที่เป็นเจ้าของหอหมอปีศาจหรือ?
มู่เฉียนซีเอ่ยขึ้น “ข้ากำลังเก็บตัวปรุงยา ช่วงนี้ไม่สะดวกที่จะพบแขก เกรงว่าคงจะเป็นการเฉยเมยต่อท่านเจ้าตำหนักเสียแล้ว”
นี่เป็นเสียงของชายหนุ่มที่ไพเราะเป็นอย่างมาก ประหนึ่งดั่งสายธารใสที่ไหลลงมาจากขุนเขาก็มิปาน จึงทำให้ผู้คนอันอยู่ในความมืดที่ได้ยินเข้านั้นรู้สึกสดชื่นเป็นที่สุด
พวกเขานั้นรู้ว่าอารมณ์ของนักปรุงยานั้นฉุนเฉียวนัก แต่ก็คงไม่มากถึงขั้นที่จะดูแคลนเจ้าตำหนักตงจี๋ที่เป็นสำนักนิกายระดับสาม หัวหน้าหอหมอปีศาจนี้นับว่าเป็นผู้แรกที่ทำเช่นนี้อย่างแน่นอน
“หัวหน้าหอหมอปีศาจจะไม่คิดว่ามันไร้เหตุผลไปหน่อยหรือ?”
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างหยิ่งยโส “ข้าก็ไร้เหตุเช่นนี้มาโดยตลอด สำหรับข้าแล้ว ฟ้าและดินเป็นสิ่งใหญ่โต แต่ทว่าการปรุงยานั้นใหญ่ที่สุด! ถ้าหากว่าเจ้าตำหนักไป๋รู้สึกโกรธละก็สามารถบุกลุยเข้ามาหาข้าได้”
มู่เฉียนซีใช้พลังวิญญาณขั้นสูงที่สุดพุ่งกดดันไปทางไป๋อู๋ห่าย
ไป๋อู๋ห่ายสามารถรู้สึกได้ถึงความอึดอัดของวิญญาณตนเองภายใต้