งมองไปที่อาถิงและกล่าวว่า “ไม่มีวิธีแล้วจริง ๆ เหรอ?”
“ข้าเอาออกมาไม่ได้ ของสิ่งนี้ไม่ได้คุกคามถึงชีวิตเจ้า ดังนั้นท่านพี่ข้าจึงไม่ได้มีการป้องกัน นึกไม่ถึงว่ามัน…”
ดวงตาสีเขียวอ่อนคู่นั้นมองมู่เฉียนซีด้วยความสับสน จากนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า “ให้เจ้าสารเลวหวงจิ่วเยี่ยนั่นมาเถอะ! ถึงอย่างไรเจ้าก็ชอบท่าทางของเจ้าหมอนั่นมาก ฝีมือก็ดี อีกอย่างข้าก็เป็นแค่พันธสัญญาของเจ้า ข้าไม่มีทางให้เจ้าเป็นสมภารกินไก่วัดหรอก”
มู่เฉียนซีมองเขาอย่างพิจารณาก่อนจะกล่าวว่า “เจ้านี่ยังไม่โตจริง ๆ หากข้าเป็นสมภารกินไก่วัด คาดว่าฟันข้าคงต้องหักทั้งปากแน่นอน”
มู่เฉียนซีเอาเข็มยาออกมาฉีดให้ตัวเอง นางลองใช้ยายับยั้ง
ทว่า ต้องบอกเลยว่าเจ้าสิ่งนี้มันยุ่งยากจริง ๆ
ก็แม้แต่ยาของนางก็ใช้ไม่ได้ผล!
บัดซบ!
มู่เฉียนซีถูกแผดเผาจนสติสัมปชัญญะเริ่มไม่ชัดเจนแล้ว สายตาของนางเริ่มพร่ามัว มองไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าผู้ที่หน้าตาราวกับภูตผู้นี้ก็ยิ่งเริ่มอดทนไม่ไหวแล้ว
“จิ่วเยี่ย…จิ่วเยี่ย…”
ในขณะที่มู่เฉียนซีเรียกชื่อจิ่วเยี่ย แสงสีฟ้าแสงหนึ่งก็สว่างวาบขึ้น
อาถิงได้ยินเสียงพึมพำของมู่เฉียนซีก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ตกลงแล้วเจ้าหมอนั่นมีดีอะไรนักหนา
ในตอนนี้ หวงจิ่วเยี่ยได้ขังตัวเองอยู่ในคุกโลหิตเพื่อยับยั้งคำสาปนั้น ซึ่งแน่นอนว่าเขารู้ว่าตอนนี้มู่เฉียนซีกำลังเรียกหาเขา
ทว่า ตอนนี้คำสาปชั่วร้ายนั้นกลับครอบคลุมเขาไปทั่วทั้งตัว แต