้าของจิ่วเยี่ยเคร่งขรึมลง และกล่าวว่า “ไสหัวไปให้พ้นข้า!”
พลังของจิ่วเยี่ยกดดันไปที่จื่อโยวโดยตรง ต่อให้พลังของจะเขาถูกยับยั้ง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องให้ผู้อื่นมาปกป้อง
จื่อโยวมองดูหยกเย็นศักดิ์สิทธิ์นั้นอย่างพิจารณา และกล่าวว่า “เยี่ย หยกเย็นชิ้นนี้หากเอาไว้ในมิติมันก็จะใช้ไม่ได้ผล จำเป็นต้องนำมันติดตัวไว้ หรือควรจะหาเชือกมาสักเส้นและผูกไว้ที่คอ ดีหรือไม่?”
เมื่อเห็นสีหน้าของจิ่วเยี่ยที่ยิ่งดำคล้ำลงเรื่อย ๆ ด้วยความไม่พอใจเช่นนี้ จื่อโยวจึงหันไปกล่าวกับมู่เฉียนซีแทนว่า “คนงาม แล้วเจ้าล่ะ คิดเช่นไร?”
มุมปากของมู่เฉียนซีกระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อนึกภาพว่ามีศิลาหยกขาวแขวนอยู่ที่คอของชายที่แสนอันตรายผู้นี้ มันคงจะรู้สึกแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก!
“เจ้าว่า ใช้เชือกสีดำ สีขาว หรือสีแดงดีล่ะ…”
จื่อโยวไม่ทันกล่าวจบ จิ่วเยี่ยก็เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “หุบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้!”
จื่อโยวทำปากจู๋ด้วยความน้อยใจ “ดูเหมือนว่าเยี่ยจะไม่ชอบสักเท่าไหร่ เช่นนั้นเอามาทำเป็นกำไล ต่างหู…”
แม้แต่มู่เฉียนซีก็ทนดูต่อไปไม่ได้แล้ว นางกล่าว “จื่อโยว หากเจ้ายังไม่อยากตายก็หุบปากซะ”
“พวกเจ้าสองคนรังแกข้า ฮือฮือฮือ! แล้วเช่นนั้นจะทำยังไงถึงจะเหมาะสมล่ะ?” จื่อโยวน้อยอกน้อยใจยิ่งนัก
มู่เฉียนซีมองจิ่วเยี่ยอย่างพิจารณา นางรู้สึกว่าเครื่องประดับทั้งหมดหากอยู่บนตัวของเขาแล้วมันจะดูเป็นส่วนเกินไป
มู่เฉียนซีกล่า