จอะไรมากนัก แต่กองกำลังใหญ่ทั้งสามนั้นได้สร้างอัจฉริยะจำนวนไม่น้อย”
“นายน้อยเฟิงอวิ๋นซิวแห่งตำหนักตงจี๋ อายุยังน้อย แต่พลังความแข็งแกร่งกลับถึงขั้นมหาจักรพรรดิแห่งภูตระดับหก ภายในร้อยปีจะต้องเหนือกว่าไป๋อู๋ห่ายได้แน่นอน”
มู่เฉียนซีกล่าว “ไป๋อู๋ห่าย”
“หัวหน้าตำหนักตงจี๋เป็นผู้ที่จิตใจมีแต่อุบายมากมาย เชี่ยวชาญในการวางแผนทำร้ายผู้อื่น ข้าไม่ชอบคบค้าสมาคมกับคนเช่นนี้ ต่อไปหากคุณหนูใหญ่ได้เจอ ก็ต้องระมัดระวังตัวสักหน่อย”
“อ๋อ!” ความแข็งแกร่งของเสี่ยวไป๋ดูเหมือนว่าจะอยู่ในระดับเดียวกันกับนายน้อยตำหนักตงจี๋ เรียกชื่อเขาโดยตรงเช่นนี้ก็ไม่แปลก
สำหรับอัจฉริยะของตำหนักตงจี๋นั้น กู้ไป๋อีจำได้แม่นยำราวกับเป็นสมบัติในบ้านของตนก็มิปาน
ทว่า สำหรับเรื่องอื่นนั้น เจ้าหมอนี่กลับไม่รู้อะไรเลย
มู่เฉียนซีนับถือเขาจริง ๆ คนรับใช้ผู้นี้มุ่งมั่นเพียงแต่การฝึกบำเพ็ญจริง ๆ ไม่สนใจเรื่องภายนอกเลย
มู่เฉียนซีกล่าวถาม “แล้วตำหนักเป่ยหานล่ะ?”
“ผู้ที่โดดเด่นในตำหนักเป่ยหานนั้นมีไม่น้อย แต่ผู้ที่น่าสนใจมากที่สุดนั่นก็คือองครักษ์หลิง องครักษ์ฝ่ายซ้ายของตำหนักเป่ยหาน อายุยังไม่ถึงสามสิบแต่กลับมีพลังความแข็งแกร่งขั้นมหาจักรพรรดิแห่งภูตระดับหก พรสวรรค์เป็นรองจากเฟิงอวิ๋นซิว”
เมื่อได้ยินชื่ออารองของตนเอง มู่เฉียนซีก็อดกำหมัดแน่นไม่ได้
เกรงว่าแม้แต่กู้ไป๋อีเองก็ไม่รู้ ถึงแม้ว่าพรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญของอารองจะมีความทะนงอ