่งตัวระยะไกลอยู่ ไม่มีทางเป็นอันตรายถึงชีวิตแน่”
ในตอนนั้นที่การแข่งขันใหญ่ร้อยสำนักอาจารย์ใหญ่เหลยล้วนแต่ได้จัดการให้พวกเขาไว้หมดแล้ว หอโม่ปิงนั้นมีแน่ แต่ทว่ามู่เฉียนซีกลับรู้สึกว่าตนเองนั้นค่อนข้างกระจอก
เฟิงอวิ๋นซิวและพรรคพวกแข็งแกร่งมาก เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะพบเข้ากับคนของตำหนักเป่ยหาน นอกนั้นก็ไม่ได้อันตรายอะไร ดังนั้นจึงไม่ได้เตรียมป้ายหยกส่งตัวระยะไกลให้พวกเขา
และแน่นอนว่านางเองก็ไม่มี ต่อไปหากนางพบเจอกับอันตรายใดๆ นางก็ทำได้เพียงฝืนทนรับไว้
มู่เฉียนซีกล่าว “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ! เข้าไปในซากผุพังนั่น!”
เมื่อมู่เฉียนซีเข้าไปในซากปรักหักพัง ตําหนักเป่ยหานและตำหนักตงจี๋ก็มาถึงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ดวงตาอันงดงามของอวี้จีได้มองกวาดที่รอบด้าน นางยิ้มแล้วกล่าว “ที่แห่งนี้มีโบราณสถานแห่งหนึ่ง และมันยังมีเขตต้องห้ามอีกด้วย มันคงมิได้ถูกใครสักคนเปิดออกไปแล้วกระมัง” “พวกเด็กน้อยจากสำนักนิกายระดับสองไม่มีความสามารถเช่นนั้น เกรงว่าคงจะเป็นองครักษ์ที่อยู่ข้างกายของสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักตงจี๋ของพวกเจ้าเป็นคนทำกระมัง! น้องชายอวิ๋นซิว เจ้าทำให้สตรีศักดิ์สิทธิ์โกรธเกรี้ยวใช่หรือไม่? นางถึงได้พาองครักษ์ของนางจากไปอย่างเอาแต่ใจในทันที”
“หยุดกล่าววาจาไร้สาระได้แล้ว ไปกันเถอะ!” หลิงกล่าวอย่างเย็นชา
เมื่อซีเอ๋อร์เข้าไปในซากปรักหักพังโบราณนี้ เขาเองก็กลัวว่านางจะตกอยู่ในอันตรายเสียจริง
อวี้จ