สีอำพันคู่นั้นสดใสเป็นประกาย สีสันงามตาเป็นอย่างมาก
เขาเอนตัวอยู่บนเตียงราวกับผ้าทอดิ้นเงินดิ้นทอง เส้นผมดำขลับสยายลงมาทาบหมอนราวกับภาพน้ำมันที่ดูละลานตาก็มิปาน
เขาเอนกายอยู่ตรงนั้นด้วยความนิ่งสงบ สูงศักดิ์งดงาม เย่อหยิ่งดุจดั่งดอกเหมยที่เย็นยะเยือก
เฟิงอวิ๋นซิวมองดูหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า เขามองนางอย่างพิจารณาอย่างไปไม่อาจปิดบังได้
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา มองไปที่ดวงตาอันสดใสดำขลับคู่นั้น
ทั้งคู่สบตากัน และเขาก็ตกใจขึ้น
ดวงตาคู่นี้เปรียบเสมือนดวงดาราที่สุกสกาวอยู่ในยามรัตติกาล ทำให้ผู้คนที่ไม่ว่าจะสิ้นหวังในยามรัตติกาลเพียงใด ก็สามารถเห็นกับแสงสว่างที่สุกสกาวนี้ได้
ช่างงดงามยิ่งนัก ช่างเป็นดวงตาที่ชวนให้ผู้คนหลงใหลยิ่งนัก ทว่า แววตาของเฟิงอวิ๋นซิวกลับประกายความผิดหวังออกมา
ผิดหวัง!
ถึงแม้ว่าบุรุษตรงหน้าผู้นี้จะปกปิดอารมณ์และความรู้สึกเอาไว้ดีมาก แต่มู่เฉียนซีก็ดูออกถึงสายตาความผิดหวังของเขา
หรือว่าเขาจำคนผิดก็เลยได้ช่วยชีวิตนางเอาไว้
เฟิงอวิ๋นซิวเอ่ยปากกล่าวว่า “ที่ได้ช่วยแม่นางเอาไว้ครั้งนี้ ก็ช่วยเพื่อความบังเอิญเท่านั้น แม่นางไม่จำเป็นต้องกล่าวคำขอบคุณหรอก หากเจ้าอยากจากไป ก็ไปเถอะ!”
ยังไม่ทันได้บอกชื่อบอกแซ่แต่อย่างใด ดูเหมือนว่าเขาไม่อยากจะมีความสัมพันธ์ใดเกี่ยวข้องกับนาง มู่เฉียนซีมองไปที่ใบหน้าอันซีดเผือดนั้น และกล่าวขึ้นว่า “ถึงแม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าที่ท่านลงมือช่วยชีวิตข้าเอา