เมื่อเผชิญหน้ากับการคุกคามของเขาเช่นนี้ มุมปากของมู่เฉียนซีก็ยกยิ้มขึ้น และกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าก็ขอแนะนำพวกเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน ว่าอย่าได้ปล่อยสัตว์เลี้ยงของพวกเจ้าออกมาวิ่งเล่นตามอำเภอใจล่ะ มิเช่นนั้นอาจจะโดนจับมาตุ๋นซุปงูกินเอาได้ เมื่อถึงตอนนั้นพวกเจ้าจะไม่มีตัวช่วย พ่ายแพ้ไปอย่างน่าสังเวช แล้วอย่ามาร้องห่มร้องไห้กับพวกข้าล่ะ!”
คิดไม่ถึงว่าจะกล้าท้าทายพวกเขาเช่นนี้ เหลิ่งหลินมองมู่เฉียนซีอย่างเคร่งขรึม ช่างรนหาที่ตายจริง ๆ!
มู่เฉียนซีมองเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน ทั้งสองจ้องตากัน ภายในดวงตานั้นซ่อนไปด้วยเจตนาสังหาร
ใครกลัวใครกันล่ะ ?
“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” เหลิ่งหลินกล่าวเสียงต่ำ
มู่เฉียนซีหัวเราะเบา ๆ “เหอะ เหอะ เหอะ! ดูท่าคืนนี้จะมีมื้อดึกแล้วสิ ตุ๋นซุปงู!”
มู่เฉียนซีเดินเชิดหน้าใส่เหลิ่งหลินไป และรับรู้ได้ว่าเขาถูกนางยั่วยุจนโกรธเกรี้ยวเข้าแล้ว เขากำหมัดแน่นจนเส้นเอ็นหลังมือกระตุกขึ้น
หญิงสาวผู้นี้คิดจะจับงูที่พวกเขาเลี้ยงไปตุ๋นกิน ฝันไปเถอะ!
โรงเตี๊ยมจิ่นเทียนแบ่งออกเป็นสองด้าน เรือนทางใต้และเรือนทางเหนือ
เรือนใต้เป็นเรือนที่ใหญ่ที่สุดที่ถูกสำนักศึกษาจินซินจองไว้แล้ว ในตอนนี้ก็กลายเป็นอาณาเขตของสำนักศึกษาซวนเสียของพวกเขาแล้ว
มู่เฉียนซีกล่าวถามว่า “พวกเจ้าไม่กลัวเหรอ ?”
เรื่องที่นางตอบตกลงเปลี่ยนโรงเตี๊ยมนั้นเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่ได้ปริปากคัดค้านเลยสักคำ
พวกเขาตอบกลับว่า “พวกคนกลุ่มน