มู่เฉียนซีกล่าวด้วยสีหน้าหยิ่งและเย็นชาว่า “ข้าก็ไม่อยากจะว่าอย่างไรหรอก แต่แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับสวะเช่นเจ้า เจ้าคิดว่ามันมีอะไรดีกับข้าหรือ ? ช่างน่าเบื่อจริง ๆ”
ความเย่อหยิ่งระคนดูถูกของมู่เฉียนซีทำให้ซือหม่าเจียวโกรธเกรี้ยวขึ้นมา “นางบ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่อวิ๋นเป็นใคร ? พี่อวิ๋นนั้นเป็นศิษย์ของสำนักนิกายระดับหนึ่งอย่างสำนักอวิ๋นเยียน เจ้าจงอย่าให้ต้องใช้ไม้แข็งกันเลย”
มู่เฉียนซีตอบโต้ด้วยการยิ้มขี้เล่น “โอ้! ความสามารถไม่ถึง ก็เอากำลังอำนาจมาบีบบังคับกันเช่นนั้นรึ ?”
“แม่สาวน้อย เจ้าช่างกล้าดีนัก! สำนักอวิ๋นเยียนเจ้าก็ไม่เกรงกลัว เจ้าจะต้องรู้ก่อนว่าสำนักอวิ๋นเยียนของเรานั้น…”
อวิ๋นฉีได้ยินซือหม่าเจียวคุยโวถึงสำนักอวิ๋นเยียนไม่หยุด สีหน้าของเขาก็ได้เปลี่ยนเป็นหม่นคล้ำ
“หุบปากซะ!”
หากให้ผู้อื่นรู้ว่าศิษย์โดยตรงของสำนักอวิ๋นเยียนไม่ใช่แม้แต่คู่ต่อสู้ของเด็กสาวที่ดูอ่อนปวกเปียกผู้นี้ เช่นนั้นแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะยิ่งทำให้ขายขี้หน้า
“ฮือ… พี่ชายอวิ๋น ข้าทำอะไรผิดไป ?” ซือหม่าเจียวกล่าวอย่างรู้สึกผิด
อวิ๋นฉีเองก็ไม่อยากกล่าวไร้สาระกับมู่เฉียนซี ขนาดว่าเขาไม่ได้กล่าวกับหญิงผู้นี้แม้แต่นิดเดียว เขาก็ยังจะถูกทำให้โกรธแทบตายแล้ว
“ใครก็ได้มานี่! จับหญิงผู้นี้ไว้”
เหล่าลิ่วล้อทั้งหลายที่อวิ๋นฉีได้พามาด้วยเตรียมตัวลงมือ เวลานี้เององค์ชายใหญ่นำทหารองครักษ์กระโจนออกมา
หนานโพ่กล่าวอย่าง