มู่เฉียนซีเหลือบมองเขา นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเต็มสิบส่วน “เจ้าเป็นคนของสำนักอวิ๋นเยียนรึ ?”
ในใต้หล้านี้ นอกจากคนที่ขอความช่วยเหลือจากสำนักอวิ๋นเยียนก็คือคนที่เกรงกลัวสำนักอวิ๋นเยียน เชียนอ้าวเซี่ยเป็นคนแรกที่มู่เฉียนซีเห็นว่ากล้ากล่าวว่าจะเอาสำนักอวิ๋นเยียนมาเป็นสินสอดทองหมั้นนาง
เชียนอ้าวเซี่ยยิ้มสดใส “จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรกันเล่าเสี่ยวซีซี บางทีในดินแดนเซี่ยโจวไม่ได้มีเพียงแค่สำนักอวิ๋นเยียนสำนักเดียวที่เป็นสำนักนิกายระดับหนึ่ง”
ดวงตามู่เฉียนซีฉายแววสงสัยขึ้นมา หรือว่าสายข่าวกรองของนางผิดพลาด แต่ทุกคนล้วนรู้ดีว่าในดินแดนเซี่ยโจว มีแค่สำนักอวิ๋นเยียนสำนักเดียวที่เป็นสำนักนิกายระดับหนึ่ง มิเช่นนั้นคนของสำนักอวิ๋นเยียนจะทำตัวเย่อหยิ่งอวดดีเช่นนั้นได้อย่างไร
เชียนอ้าวเซี่ย “ถึงตอนนั้นเสี่ยวซีซีก็จะรู้เอง ขอเพียงเจ้าบอกข้าว่าเจ้าต้องการมันหรือไม่ก็พอ”
มู่เฉียนซีจ้องมองชายรูปงามตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า “ข้าไม่ได้สนใจอะไรในตัวเจ้า ต่อให้เจ้าเอาสินสอดทองหมั้นมาวางตรงหน้ามากมายข้าก็ไม่ต้องการ เจ้าไสหัวไปได้แล้ว”
“พรวด!” เวลานี้เอง ตัวประหลาดขนขาวกระอักเลือดคำโตออกมา
ตนเจ็บปวดถึงเพียงนี้แล้ว หนุ่มสาวสองคนนี้ยังมีกะจิตกะใจมาสนทนาเรื่องความรักต่อหน้าเขาอีก เขาจะไม่โกรธจนกระอักเลือดออกมาได้อย่างไรไหว
“ตกลงเจ้าจะเอาอย่างไรถึงจะยอมช่วยข้า ?”
มู่เฉียนซีแค่